ต่อยอดธุรกิจด้วยครีเอทีฟคอนเทนท์ผสานสื่อออฟไลน์สู่ออนไลน์

“การทำการตลาดส่วนใหญ่ มักควบคู่ไปกับการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งการใช้สื่อต่างๆ  เป็นส่วนหนึ่งของการตลาดเช่นเดียวกัน แต่จะทำอย่างไรให้สื่อที่ธรรมดาเหนือกว่านั้น ซึ่งเคล็ดลับสำคัญคือคอนเทนต์ต้องแน่น ถูกจริตกับกลุ่มเป้าหมาย และต้องคอยเติมไอเดียพร้อมกับหัวใจลงไปด้วย”  — นุวีร์ เลิศบรรณพงษ์, Head of Invention, Mindshare Thailand (WPP group) กล่าวในงานสัมมนาในหัวข้อ The Unconventional Media : ไอเดียนอกกรอบ มีเดียนอกกฏ ที่โรงภาพยนตร์สกาล่า วานนี้ (27 กรกฎาคม)

รูปวิทยากร: นุวีร์ เลิศบรรณพงษ์

ยุคปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นยุคของผู้บริโภคเจเนอเรชั่น วาย , ซี เทรนด์ของมีเดียในปัจจุบันเปลี่ยนไป สื่อเองต้องปรับตัวให้เข้ากับผู้บริโภคกลุ่มนี้ที่ชอบความท้าทาย ความเจ๋ง เพื่อให้คอนเทนต์ที่ส่งไปเข้าถึง ซึ่งหากตัวคอนเทนต์ไม่แรงจริง ก็จะไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ สิ่งเดียวที่จะเข้าถึงได้ก็คือเรื่องของ “ไอเดีย” หรือ ความคิดสร้างสรรค์ บวกกับความรู้ที่ต้องแน่น จากนั้นแต่งให้เท่ห์ มีสไตล์ไม่ซ้ำใคร ย้ำว่า ไม่ซ้ำ ซึ่งครีเอทีฟคอนเทนต์ที่ดี ที่โดน จะถูกกระจายไปยังสื่อต่างๆ เองโดยเฉพาะโลกออนไลน์ที่เกิดจากแชร์ส่งต่อกัน

ถามว่า…แล้วไอเดียจะหามาจากที่ไหน? ไอเดีย เกิดจากการที่เราได้ออกเดินทางไปในที่ต่างๆ ออกไปเจอผู้คน ออกไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ แล้วนำสิ่งที่เราพบเห็นมาต่อยอด สอดคล้องกับผลงานวิจัยจาก Stanford University ที่ค้นพบว่า การเดินทางทำให้ผู้คนมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนที่นั่งทำงานเฉยๆ ซึ่งนักวิจัยพบว่า การเดินทางทำให้เกิด  Divergent thinking ถึง 80 เปอร์เซ็นต์

 

เนื่องจากการโฆษณาในยุคนี้หมุนเปลี่ยนไปเร็วมาก การสร้างสรรค์ผลงานให้เหมาะกับยุคสังคมก้มหน้า วงการโฆษณาหรือด้านการสื่อสาร ประเด็นหลักๆ อยู่ที่ แคมเปญ แต่ละ แคมเปญ ที่คิดออกมานั้น เราตั้งใจขายของ หรือ เราจะทำเพื่อสังคม WE NOT ME  ภาพตัวอย่างของสื่อที่มีไอเดีย

ภาพนี้สื่ออะไร? ภาพนี้สื่อว่า ยังมีเด็กๆ อีกมากมายที่ไม่มีรองเท้าสวมใส่ไปโรงเรียน นี่คือสื่อหนึ่งที่จะทำให้ผู้บริโภคยุคนี้หันมาสนใจ จากนั้นจะมีการถ่ายภาพ แล้วเกิดการแชร์ต่อๆ กัน นี่คือตัวอย่างของความคิดสร้างสรรค์ ที่เป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนธุรกิจในอนาคต เป็นการผสานระหว่างสื่อออฟไลน์ไปสู่สื่อออนไลน์

หากจะพูดถึงเรื่องของความทันสมัยของวงการโฆษณา หรือด้านการสื่อสาร ต้องยกให้ที่นิวยอร์ก ซึ่งปัจจุบัน 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นภาพเคลื่อนไหวเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ตามร้านอาหาร หรือเคาน์เตอร์เครื่องสำอาง ที่จะหาภาพโปสเตอร์สวยๆ ติดอยู่นิ่งๆ แทบไม่เจอแล้ว แต่กลายเป็นจอภาพแสดงกระบวนการ ขั้นตอน วิธีการแทน เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า เทรนด์ของการเล่าเรื่อง หรือ Storytelling ที่กระชับฉับไวในสื่อออฟไลน์กำลังเติบโตขึ้นพร้อมๆ กับการก้าวไปข้างหน้าของสื่อออนไลน์

ดังนั้นการคิดคอนเทนต์ของคนวงการมีเดียในปัจจุบัน จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน ซึ่งโจทย์สำคัญคือ ต้องสร้างคอนเทนต์ที่สื่อความรู้สึกออกมาให้ได้ ถึงจะเข้าไปแตะในหัวใจของกลุ่มเป้าหมายยุคดิจิทัลได้


โดย สุดทีวัล สุขใส

 

Related Post