สุจินดา อังคณาภิวัฒน์

ผู้ก่อตั้ง บริษัท แม็กซิม่า คอนซัลแตนท์ จำกัด

หัวใจของงานพีอาร์คือ….ไม่มีคำว่าไม่สำเร็จ เริ่มต้นสวยต้องจบให้สวย ต่อให้เริ่มต้นไม่สวยก็ต้องจบสวย

เรียกได้ว่าทุ่มเทและอุทิศเวลาเกือบทั้งชีวิตให้กับวงการประชาสัมพันธ์เลยก็ว่าได้ สำหรับบอสสาวร่างเล็ก อารมณ์ดี และเป็นกันเองสุดๆ คุณสุจินดา อังคณาภิวัฒน์ หรือ คุณดา ผู้ก่อตั้ง บริษัท แม็กซิม่า คอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัทพีอาร์เอเจนซี่แถวหน้าที่อยู่คู่วงการพีอาร์มายาวนานกว่า 20 ปี

คุณดาก้าวเข้าสู่วงการพีอาร์ตั้งแต่จบการศึกษา โดยเริ่มต้นจากการเป็นพีอาร์ที่โรงแรมดุสิตธานีมาร่วม 10 ปี ก่อนจะเบนเข็มตามเทรนด์สมัยนั้นที่พีอาร์โรงแรมนิยมหันมาเปิดบริษัทพีอาร์เป็นของตัวเอง แต่จุดหักเหที่แท้จริงของเธอเกิดขึ้นหลังจากที่มีครอบครัว เมื่อชีวิตคู่ได้ก่อกำเนิดพยานรักตัวน้อยๆ การจะทำงานพีอาร์โรงแรมต่อไปก็คงไม่ตอบโจทย์ เนื่องจากเวลาในการทำงานไม่แน่นอน ส่งผลให้เวลาในการดูแลครอบครัวและลูกๆ สุดรักสุดดวงใจนั้นลดน้อยลงตามไปด้วย เธอจึงตัดสินใจตามเทรนด์เพื่อนๆ ขอเปลี่ยนสถานะจากลูกจ้างและกลายมาเป็นนายของตัวเองด้วยการแทคทีมครอบครัว และเพื่อนสนิท เปิดตัวบริษัท แม็กซิม่าฯ ขึ้นมา เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2537 จนถึงวันนี้ก็ครบรอบ 22 ปี พอดิบพอดี

แต่การตัดสินใจครั้งนี้ของเธอจะใช่อย่างที่คาดหวังไว้หรือไม่ การเปิดบริษัทของตัวเองจะทำให้มีเวลาว่างสั่งได้จริงหรือ และเมื่อลูกนกตัวน้อยๆ ต้องสยายปีกออกมาเป็นแม่นกซะเอง การหาอาหาร ป้อนข้าวป้อนน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงทุกชีวิตในรังของเธอจะต้องพบเจออุปสรรคใดบ้างหรือไม่ มาพูดคุยและทำความรู้จักกับผู้หญิงเก่งคนนี้สุจินดา อังคณาภิวัฒน์”  ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แม็กซิม่า คอนซัลแตนท์ จำกัด ให้มากขึ้นกันดีกว่าค่ะ

ย้อนวันวานจากจุดเริ่มต้น กว่าจะเป็น แม็กซิม่า?  

ต้องบอกก่อนว่า จริงๆ พี่ดาไม่ได้เรียนมาทางนี้เลย เรียนทางสายธุรกิจมากกว่า แต่ชีวิตคงต้องมาเป็นประชาสัมพันธ์ ก็มาเริ่มต้นที่โรงแรมดุสิตธานี เป็นประชาสัมพันธ์อยู่ที่ดุสิตธานีมา 10 กว่าปี ในช่วงที่อยู่ดุสิตได้เรียนรู้งานค่อนข้างหลากหลายมาก มีพี่ๆ น้องๆ สื่อมวลชนมาที่โรงแรมเป็นประจำอยู่แล้ว พออยู่มาได้สัก 10 ปี ก็แต่งงาน นี่คือจุดพลิกผัน พอแต่งงานก็มีน้อง พอมีน้องปั๊บเรารู้สึกว่าการทำงานโรงแรมที่ต้องไปเช้าจนถึงดึก เหมือนกับว่าทำงาน 12-16 ชั่วโมง คือกลับมาถึงนอนแล้วก็ไปใหม่ เพราะเมื่อก่อนที่โรงแรมจะมีวีไอพีมา มีแขกผู้ใหญ่มา ก็ทำให้เราต้องกลับบ้านดึก ห้าทุ่มบ้าง เที่ยงคืนบ้าง ตีหนึ่งบ้าง ถ้าได้กลับสามทุ่มนี่คือเร็วสุดแล้ว และพอเรามีครอบครัวก็รู้สึกว่าไม่ได้แล้ว ตอนแต่งงานยังไม่รู้สึกเท่าไหร่ แต่พอมีลูกแล้วคือไม่ได้ละ เลยขอสามีว่าไม่เอาแล้ว สามีก็ขอให้ออกมาเลี้ยงลูก แต่พออกมาเลี้ยงลูกอย่างเดียวมันก็ไม่ได้ ออกมาเลี้ยงลูกไม่ทันเท่าไหร่เลยก็ต้องกลับมาทำงานอีกอยู่ดี

ช่วงนั้น ประมาณ 22 ปี เพราะแม็กซิม่า เปิดมาครบ 22 ปีแล้ว เปิด 1 ก.ย.นี่เอง และสมัยนั้นพีอาร์โรงแรมออกมาเปิดบริษัทกันเยอะ แต่ก็อาจจะไม่ได้อยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ทำเป็นพักๆ แล้วก็หายไปก็เยอะ แต่ของพี่นี่คือทำแล้วก็ทำอย่างจริงจัง ก็เลยอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ก็มีเพื่อนๆ มาร่วมถือหุ้นด้วยกัน

ตอนเปิดบริษัทใหม่ๆ มีทีมงานกี่คน?

พี่แสง นี่คนแรกเลย 001 ตอนเปิดมาก็มีแค่พี่แสง กับพี่ดานี่แหละ แล้วต่อมาค่อยขยับขยาย แต่เราไม่ได้ขยับขยายแบบเร็ว เพราะพี่คิดว่าการทำงานพีอาร์มันเร็วไม่ได้ เพราะมีดีเทลเยอะ เป็นการดูแลที่ต้องดูทั้งลูกค้าเราเอง ดูแลสื่อ เทคโนโลยี ซึ่งทุกวันนี้ก้าวไปเร็วมาก ก็ต้องตามให้ทัน

ก้าวแรก ลูกค้ารายแรก ยังจำได้ไหมว่าได้มายากง่ายอย่างไร?

รายแรกนี่จำไม่ได้จริงๆ แต่อย่างที่บอกว่าพี่ทำสายโรงแรมมาก่อน ก็จะได้เจอลูกค้าพอสมควร เลยเป็นที่มา พอเราออกมาแล้ว ลูกค้าก็จะถามว่า เออ ออกไปแล้วเหรอ ไปทำอะไร จากการถามไถ่ตรงนี้ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้น เพราะสมัยก่อนงานต่างๆจะจัดที่โรงแรมบ่อยมาก เมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว เวลามีงานใหญ่ๆ ก็จะจัดที่โรงแรม แล้วสมัยก่อนเวลามีงานโรงแรม ในฐานะพีอาร์โรงแรมเราก็ต้องถ่ายรูปและทำข่าวให้เค้าด้วยนะ ก็จะได้คอนเนคชั่นจากโรงแรมมา และได้พี่ๆ จากโรงแรมช่วยซัพพอร์ตด้วย

 

จากวันนั้นถึงวันนี้ เราเติบโตขึ้นมากแค่ไหน?

ทีมงานกับตัวงาน ถ้านับจากวันแรกเราเติบโตขึ้นมาเยอะ จากที่เคยมีพนักงาน (พี่แสง) แค่คนเดียว (หัวเราะ) แต่ก็ไม่ได้มีเยอะมากนะ ตอนนี้ก็มีกันแค่ 14-15 คนเท่านั้นเอง งานหลักๆ รายได้หลักๆ ก็มาจากงานพีอาร์อย่างเดียว เราเป็นบริษัทพีอาร์เพียวๆ เลย

ถ้าแบ่งตามสัดส่วน หมวดหมู่ ปัจจุบัน บริษัทรับงานประเภทไหนบ้าง?

งานบริษัทภาคเอกชนซะส่วนใหญ่ จะบอกว่าทั้งหมดเลยก็ได้ มีสาขาหลากหลายพอสมควร มีทั้งแบงค์ ไอซีที เทคโนโลยี การศึกษา บันเทิง ถ้าสมัยก่อนนี่งานสายบิวตี้กับบันเทิงจะเยอะ แต่เดี๋ยวนี้ 2 อย่างนี้จะน้อยลงแล้ว มาเน้นพวกกิจการของบริษัท การเปิดตัวสินค้ามากกว่า ลูกค้าเรามีหลากหลายมาก

ปีนี้ มีลูกค้าหลักๆ กี่ราย และช่วงพีคสุดเคยดูแลด้านประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้ากี่ราย?

แบบเจ้าประจำ 10 ราย รายย่อยเป็นโปรเจ็คบายโปรเจ็ค ปีๆ นึงจะอยู่ที่ประมาณ 20 กว่าราย คือรวมรายใหญ่เจ้าประจำด้วย ส่วนที่พีคสุดก็ต้องเป็นสมัยก่อนนู้นแล้วล่ะ เมื่อ 10 ปีที่แล้วล่ะมั้ย (หัวเราะ) เพราะเมื่อก่อนจะมีรับงานราชการบ้าง

ตอนนี้มีพีอาร์เอเจนซี่ใหม่ๆ เยอะมาก ความเสี่ยงที่ลูกค้าหลักของเราอาจจะไม่ใช่ของเราในครั้งต่อไปก็ได้ พี่ดามีกลยุทธ์ในการมัดใจลูกค้าอย่างไร?

จริงๆ การทำงานของเรา เราต้องดูว่าลูกค้าแต่ละรายไม่เหมือนกัน เราต้องดูว่าความต้องการของเขาคืออะไร พฤติกรรมยังไง บางรายต้องการความรวดเร็ว ปุ๊บปั๊บ เราก็ต้องบริการเขาให้ได้ ขณะที่บางคนก็รอได้ เขาต้องการรายละเอียดเยอะๆ หรือต้องการอะไรจากเรา ฉะนั้นที่สำคัญคือต้องรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร และพฤติกรรมของเขาเป็นยังไง ถ้าเราเข้าใจพฤติกรรมของเขา ว่าต้องการความเร็ว ความละเอียด คนนี้ต้องการความรอบคอบ ลูกค้าเรารายนี้เป็นคนประเภทไหน โดยมากความต้องการทุกคนก็ต้องการให้สินค้าดัง เป็นปกติของทุกคนที่ต้องการใกล้เคียงกัน แต่ในด้านพฤติกรรมของลูกค้ามันไม่เหมือนกัน พี่ดาว่าอันนี้สำคัญ

 

 

ในมุมของพีอาร์เอเจนซี่ เวลารับงานจากลูกค้าเจ้านึงแล้ว เราวัดผลงานจากอะไรว่าผลงานนั้นๆ เป็นที่น่าพอใจแล้ว หรือยังไม่น่าพอใจ?

ทั้งหมดเลย เยอะมาก จำนวนคนเข้างาน จำนวนคนลงทะเบียน การตามงานหลังอีเวนท์ เราประมวลทั้งหมด เราทำงานพีอาร์เราเริ่มต้นตั้งแต่ว่าเขาจะจัดงานแบบไหน อะไรยังไง เราก็ช่วยให้ไอเดีย ให้ความคิด ตั้งแต่ก่อนจัดงานแล้ว แต่ก็แล้วแต่ลูกค้าด้วย ลูกค้าบางรายอาจจะประสานงานกับออแกไนเซอร์มากกว่า อันนั้นเราก็ไม่เป็นไร เพราะเราก็รู้อยู่แล้วว่าหน้างานเราสามารถปรับเปลี่ยนทำอะไรได้บ้าง เราก็ทำเต็มที่อยู่แล้ว แต่บางรายเราก็ทำกันตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ปรึกษาหารือจัดงานจนถึงหน้างาน พูดถึงหน้างานอย่างน้องๆ สื่อมาก็นับหมด จนถึงผลงานสุดท้าย ไปออกสื่อไหนก็นับหมด ประมวลผลหมด บางครั้งสื่อมาน้อยเราก็ต้องได้ข่าวเยอะ แต่ถ้าสื่อมาเยอะเราก็ต้องได้ข่าวเยอะด้วยนะ ยังไงซะ At the End of the Game เราต้องทำเต็มที่ให้ลูกค้าได้

ลูกค้าที่เซ็นสัญญาอยู่กับเรายาวสุดนี่นานแค่ไหน?

10 กว่าปีแล้ว ต้องบอกว่ารายหลักเกือบทั้งหมด 10 กว่าเจ้าตอนนี้นี่ก็อยู่กับเรามาเป็นสิบปีแล้ว เกือบทั้งหมดเลย พี่ว่าที่เขาอยู่กับเรามานานขนาดนี้ก็น่าจะเป็นเพราะความเข้าใจ เราเข้าใจกัน และเราทำงานเต็มที่ด้วย ตอบโจทย์ตามจุดประสงค์ที่ตกลงกันไว้ได้ ช่วงกลางอาจจะมีขลุกขลักอะไรตรงไหนบ้าง เราก็ต้องประสาน ต้องทำให้ได้ บางทีเราอาจจะเริ่มต้นไม่สวย ก็ต้องจบสวย แต่ถ้าเริ่มต้นสวยก็ต้องจบให้สวยด้วยเช่นกัน มันเป็นสโลแกนของเราเลย ถ้าเริ่มต้นสวยจบต้องสวย ถ้าเริ่มต้นไม่สวยจบก็ต้องสวย!!

พอจะบอกเรทราคาในการรับงานพีอาร์ได้มั้ยคะ?

ก็แล้วแต่อีก ยกตัวอย่างถ้าเป็นงานอีเวนท์อย่างนี้ก็ต้อง 6 หลักขึ้นไปต่องาน

เปรียบเทียบเสน่ห์ข้อดีข้อด้อย ระหว่าพีอาร์เอเจนซี่ และพีอาร์คอร์ปอเรท?

พี่ก็ต้องเทียบกับตอนทำงานโรงแรม พี่ว่าตอนที่ทำงานคอร์ปอเรทพี่มีความสนุกสนาน แต่ก็ทำงานเต็มที่นะ เป็นลูกจ้างเค้าก็ทำงานเต็มที่ แล้วเราก็มีความสนุกสนานกับงาน และรับผิดชอบ แต่พอเรามาทำงานบริษัทตัวเอง เราต้องเต็มที่ยิ่งขึ้น พี่ว่าพี่เหนื่อยมากขึ้น แต่ก่อนคิดว่าทำงานโรงแรมเหนื่อยแล้ว อยากออกมาพัก มาเปิดบริษัทตัวเอง ทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ บางวันหยุด บางวันไม่ทำก็ได้ แต่ปรากฏว่ามันไม่ใช่ พอมาเปิดบริษัทตัวเองจริงๆ แล้วกลายเป็นว่าเราต้องทำงานเต็มที่  ทั้งปียังไม่ได้หยุด ถ้าเราทำงานโรงแรมหรือทำงานคอร์ปอเรทเราก็ได้หยุดตามวันหยุด หยุดตามเทศกาล วันหยุดประจำปี แต่พอมาเป็นเจ้าของเองแล้วมันไม่ใช่ ไม่ได้หยุดเลย ให้น้องๆ หยุดแต่เราก็ไม่ได้หยุด เราเหมือนต้องสแตนด์บายไว้ตลอดเวลา แต่ ณ ปัจจุบันพี่เป็นตัวสแปร์แล้วนะ น้องๆ เค้ารันกันได้ ด้วยระบบมันมี เขาก็จะรู้ว่าต้องทำอะไรยังไงบ้าง เราก็แค่คอยช่วยเสริม คอยช่วยเติมบ้าง เวลามีตรงไหนบกพร่องหรือเกิดปัญหาเท่านั้นเอง

พอมาเปิดบริษัทเองแล้วกลายเป็นว่าไม่เหมือนอย่างที่คิดไว้เลย มีช่วงท้อบ้างไหมคะ?

ไม่เหมือนที่คิด แต่ก็ไม่ได้ท้อ ก็มีเสี้ยวนึงที่คิดบ้างว่า โอ้ย ทำทำไมเนี่ย (แรงผลักดันให้สู้ต่อ ในช่วงแวบนึงตอนนั้นคืออะไร?) ต้องบอกก่อนว่าพี่เป็นคาทอลิกนะ พี่ดาจะปล่อยชีวิต จะมีความเชื่ออย่างนึงว่าให้พระเจ้านำทาง ถ้ามีความคิดว่าไม่อยากทำเลย แต่เดี๋ยวพระเจ้าก็นำทางไปเองแหละ พี่เชื่อแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเด็กๆ แล้ว ว่าปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามที่พระเจ้านำทาง

ก่อตั้งบริษัทมาตั้งแต่ตั้งท้องลูกคนแรก ตอนนี้ก็ 22 ปีย่างเข้าปีที่ 23 แล้ว ครอบครัวมีส่วนมาช่วยสนับสนุน หรือสานต่องานตรงนี้บ้างหรือเปล่า?

ยังไม่เห็นทางเลย (หัวเราะ) ลูกพี่ก็มีทั้งหญิง ทั้งชายเลย 3 คน ทุกคนเขาบอกว่าเขาไม่อยากทำ เพราะเห็นว่าแม่เหนื่อย เขาบอกว่าดูแล้วไม่เห็นจะสบาย พี่ว่าเด็กสมัยนี้เค้าอาจจะอยากทำอะไรตามความคิดตัวเอง อยากมีอิสระ เด็กสมัยนี้อยากมีอิสระมากกว่ารุ่นเรานะ เขาอาจจะเห็นว่าเราห่วงงาน ทุ่มให้กับงาน วันหยุดก็ทำงาน เลยคิดว่าไม่อยากทำงานเหมือนแม่หรอก  ไม่มีอิสระ เพราะเราทำงานคู่กับลูกค้า ลูกค้าจัดงานเสาร์ อาทิตย์เราก็ต้องไป ลูกค้าจัดงานต่างจังหวัดเราก็ต้องไป เราไม่สามารถกำหนดตารางงานเราได้เองร้อยเปอร์เซ็นต์

 

แล้วตัวพี่ดาคิดอยากจะผลักดันให้ลูกๆ เข้ามาช่วยมั้ยคะ?

เคยถามเค้า เค้าบอกว่าเค้าไม่เอา เค้าไม่ชอบ ไม่มีอิสระ เราก็ไม่เป็นไร ไม่มายด์ เพราะเราก็เป็นแค่บริษัทเล็กๆ เอง สักวันหนึ่งไม่มีใครสานต่อก็ไม่เป็นไร หรือถ้ามีใครอยากจะขึ้นมาทำ หรือจ้างโปรเฟสชันนอลเข้ามา แล้วเราแค่ดูอยู่ห่างๆ เป็นผู้ถือหุ้น ไม่ต้องเป็นผู้บริหารก็ได้

ทำงานพีอาร์มานานขนาดนี้ ถามถึงปัญหาหนักอกที่พบบ่อยสุดบ้างดีกว่า และพี่มีแนวทางแก้ไขอย่างไร?

ไม่ได้เจอบ่อย แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายสุด ถ้าเจอส่วนมากจะเป็นเรื่องข้อผิดพลาดที่เราต้องแก้ไข เพราะเราทำงานกับสื่อ ต้องออกไปสู่สาธารณะ  ถ้าจะเป็นสิ่งที่เรากังวลก็คือข้อผิดพลาดที่ออกสู่สาธารณะนี่แหละ อาจจะเป็นข่าว อะไรที่ผิดร้ายแรง อย่าง ปิด กับ เปิด สระ เอ ตัวเดียว เป็นต้น ความหมายต่างกันแค่ไหน เช่น ปิดโรงงาน กับเปิดโรงงาน ถ้าส่งข้อมูลผิดออกไปเราค่อนข้างจะกังวลแล้ว  แต่เหตุการณ์แบบนี้มีไม่บ่อยนะ ส่วนการแก้ไขบางทีก็ต้องคุยนานเลย แต่นักข่าวส่วนใหญ่ก็ให้ความร่วมมือดี  ก็ต้องช่วยกัน ต่อให้มีอุปสรรคมากแค่ไหนสุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนให้กลับมาเป็นข้อมูลที่ถูกต้องให้ได้ แต่โดยมากที่ผ่านมาเราก็ค่อนข้างระวังมากอยู่แล้ว

สื่อปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลง ไลฟ์สไตล์ของผู้เสพข่าวก็เปลี่ยนไป โลกเปลี่ยนแปลง สังคมออนไลน์เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตมากขึ้น ในฝั่งของพีอาร์เราต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง?

เราก็ต้องปรับตัว เทคโนโลยีมันเปลี่ยนไว เราก็ต้องพัฒนาเทคโนโลยี เราต้องเรียนรู้ เราเป็นพีอาร์เอเจนซี่ก็ต้องรู้จักคนมากเป็นพิเศษอยู่แล้ว ทั้งสื่อด้วย ในขณะเดียวกันเราก็ต้องรู้จักสื่อที่หลากหลายขึ้น และก็บุคลิกของสื่อแต่ละแบบก็ไม่เหมือนกันอีก นี่คือสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ คืออย่างที่พี่บอก การจะทำพีอาร์ให้สำเร็จ เราต้องรู้ความต้องการของลูกค้า ความต้องการของสื่อ พฤติกรรมของลูกค้า พฤติกรรมของสื่อ สื่อแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน พฤติกรรมของเขาก็ไม่เหมือนกัน เราต้องทำความเข้าใจกับตรงนี้ และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือทีมงานเราด้วย ลูกค้า สื่อ และทีมงาน ทีมงานเราต้องมีประสิทธิภาพ สามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ให้ได้ ยิ่งยุคนี้ทุกอย่างเปลี่ยนเร็วมาก ถ้าเปลี่ยนไม่ทันก็ล้าหลัง

ในยุคที่อีเวนท์ชนกันโครมครามแต่ปริมาณสื่อมีไม่เพียงพอ เรามีเทคนิคเชิญสื่ออย่างไรให้มางานเรา และช่องทางไหนที่จะทำให้เข้าถึงสื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด?

เทคนิคเชิญสื่อของแม็กซิม่าคือ เราใช้ความจริงใจ และจริงจัง ส่วนช่องทางเข้าถึงสื่ออย่างมีประสิทธิภาพ อันดับแรกเลยคือ อีเมล์ ยังคงเป็นช่องทางหลักที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดอยู่ รองลงมาอันดับสองเป็นการใช้ โทรศัพท์ อันดับสามก็หนีไม่พ้นการสื่อสารผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ (LINE) ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในยุคนี้ และสุดท้ายถึงจะไม่ค่อยได้ใช้แต่ก็ยังต้องมี นั่นก็คือ แฟ็กซ์ ถ้ามีสื่อต้องการเราก็สามารถส่งได้

จุดแข็ง จุดขาย ของแม็กซิม่าคืออะไร?

เข้าใจความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้า สื่อมวลชน ผู้บริโภค พี่ดาว่าความเข้าใจทำให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อมีความเข้าใจเราก็จะเข้าถึง

จากมุมมองของเราคิดว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้าเลือกใช้พีอาร์ เอเจนซี่เจ้านั้นๆ?

มุมมองของพี่กับลูกค้าอาจจะไม่เหมือนกัน แต่สำหรับพี่ พี่จะพูดความจริงให้ลูกค้าฟัง ไม่ปล่อยให้ลูกค้าเพ้อฝัน ฉันอยากได้อย่างนั้นแล้วเราเออออได้ค่ะๆ ไม่มีแน่นอน พี่ดาจะบอกว่าความจริงคืออะไร พยายามบอกสถานการณ์จริงให้ลูกค้ารับทราบ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย พี่ว่ามันมีผลสำหรับลูกค้าบางเจ้าที่จะมีข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณ ซึ่งกลุ่มนี้ก็อาจจะใช้ฟรีแลนซ์ เอเจนซี่ก็มีหลายระดับเหมือนกันนะ อย่างของเรานี่เป็น Local เอเจนซี่ของคนไทย ถ้าระดับอินเตอร์ราคาก็อาจจะสูงกว่าเรา แต่เราก็ราคาสูงกว่าฟรีแลนซ์อยู่ดี เพราะเราเป็นรูปแบบบริษัท องค์กร มีทีมงาน มันจะครบส่วนกว่า

เคยจัดอันดับตัวเองมั้ยคะ ว่าระดับ Local เราอยู่อันดับไหน?

ไม่เคยจัดเลย พี่เป็นคนแปลกมาก ใน 20 กว่าปีมานี้ พี่ไม่เคยมองใครเลย ทั้งในระดับฟรีแลนซ์ อินเตอร์ Local ไม่ใช่ไม่มีคู่แข่ง ไม่เคยมองคือไม่ได้ไปสนใจเค้าว่าอะไรยังไง เรารู้แต่ว่าเราต้องพยายามอย่างดีที่สุด สุดความสามารถของเราและทีมงานของเรา โดยที่เราไม่เคยมองว่าเอเจนซี่อื่นเค้ามองเรายังไง ไม่ใช่ไม่มีคู่แข่งนะ เรามีคู่แข่งเยอะมากแต่เราไม่เคยมองคู่แข่งเลย เราทำของเราให้ดีที่สุดก็พอ เราทำงานกับลูกค้าเหมือนเป็นเพื่อนกัน  เป็นเพื่อนคู่คิด ไม่คิดเล็กคิดน้อย เป็นคู่แข่งแต่ไม่ใช่ศัตรู

หัวใจสำคัญในการเป็นพีอาร์ที่ดีคืออะไร?

สมัยนี้…ยังไงก็ต้องเริ่มที่ความจริงใจและจริงจังอยู่ดี มีความอยาก อยากที่จะทำ มีความคิดสร้างสรรค์ และที่สำคัญคือต้องเข้าถึงเทคโนโลยีด้วย

สุดท้ายนี้อยากเห็นอะไรในวงการพีอาร์?

อยากให้วงการนี้เป็นวงการที่เต็มไปด้วยมิตรภาพ คนที่อยู่ร่วมวงการเดียวกันคอยให้ความช่วยเหลือกัน ส่งเสริมกัน อยากเห็นภาพที่ร่วมกันสร้าง มากกว่าการแข่งขันแย่งชิงกันอย่างดุเดือด 

 


บทสัมภาษณ์ โดย ฐ ศัท์