อ.สกุลศรี ศรีสารคาม คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์  ซึ่งรับหน้าที่วิทยากรในงาน สัมมน าวิชาการ เรื่อง หนึ่งทศวรรษ Media Monitor ได้เปิดเผยผลการศึกษาและวิเคราะห์ เรื่องการสื่อสารในสื่อออนไลน์ ซึ่งสะท้อนแง่มุมและบทบาทของสื่อออนไลน์ประเภทต่างๆในช่วงระยะเวลาการศึกษาปี 2549-2557

อ.สกุลศรี ศรีสารคาม คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

อ.สกุลศรี ศรีสารคาม คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

โดยประเด็นเด่นๆที่จะหยิบยกมาเสนอในที่นี้ ได้แก่ การให้ความหมายและคุณค่าในการสื่อสารบนสื่อออนไลน์ ซึ่งจะทำให้เราได้เห็นว่า สื่อออนไลน์มีพลังและบทบาทเพียงใดในสังคมปัจจุบัน

ทั้งนี้ การศึกษาในเรื่องการให้ความหมายและคุณค่าในการสื่อสารบนสื่อออนไลน์ดังกล่าว  ทาง Media Monitor มีเป้าหมายที่จะศึกษาเนื้อหาที่ปรากฎในสื่อยอดนิยมของวัยรุ่นและวิเคราะห์ภาพวัยรุ่นที่สะท้อนผ่านสื่อยอดนิยม

ด้วยความที่ วัยรุ่นยุคนี้เรียกได้ว่า เป็นยุค Gen ME (Me Generation ) ส่งผลให้วัยรุ่นสมัยนี้หลงใหลในความเป็นตัวเองสูง ดังนั้น สื่อออนไลน์จึงสามารถตอบโจทย์ของกลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากสื่อออนไลน์ให้โอกาสในการสร้างคอนเทนต์ของตัวเอง อีกทั้งยังได้รับการตอบรับจากผู้อื่น วัยรุ่นยังสามารถสร้างแบรนด์ของตนเองได้ผ่านทางสื่อออนไลน์ ดังที่เราจะเห็นได้จากเน็ตไอดอลในสาขาต่างๆ

การศึกษาในเรื่องนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงพลังของสื่อออนไลน์  โดยจุดแข็งและพลังของสื่อออนไลน์ ก็คือ การมีปฏิสัมพันธ์ผ่านสื่อ ดังที่เราๆท่านๆได้เห็นและสื่อสารกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ข้อมูลผ่านไลน์หรือเฟซบุ๊ค การคอมเมนต์ผ่านทางกระทู้ในเว็บซื่อดัง หรือการโพสต์รูปลงอินสตาแกรม

การปฏิสัมพันธ์ การมีส่วนร่วมระหว่างผู้รับสารและผู้ส่งสาร แบรนด์กับผู้บริโภค อิทธิพลหรือผู้ทรงอิทธิพลในโลกออนไลน์จะมีบทบาทสำคัญ และอาจจะนำมาซึ่งการบอกต่อแบบปากต่อปาก

นอกจากนี้ สื่อออนไลน์ยังเป็นอีกช่องทางในการสร้างรายได้และชื่อเสียงจากความเป็นตัวเองผ่านทางคอนเทนท์ที่ได้สร้างขึ้น เช่น บิวตี้ บล็อกเกอร์ชื่อดัง จะได้รับความนิยมอย่างสูงจากบรรดาวัยรุ่นหนุ่มสาว รวมทั้งสาววัยทำงาน ประมาณว่า ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางประเภทใดหรือแบรนด์ใด สาวๆเหล่านี้ก็จะเข้าไปอ่านรีวีวของบล็อกเกอร์ขวัญใจก่อนว่า บล็อกเกอร์แนะนำหรือใช้แบรนด์ใดอยู่

เหล่านี้ ถือเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึง พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันที่พึ่งพาสื่อออนไลน์ แทบจะเรียกได้ว่า สื่อโฆษณามีบทบาทน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด  และยังเป็นบทสะท้อนที่ว่า โซเชียล แพลตฟอร์มมีอิทธิพลมากกว่าสื่อโฆษณา

ด้วยสถานการณ์ข้างต้น จึงทำให้เกิดภาวะการหลงตัวเอง, การโปรโมทตัวเอง และแปลกแยกจากสังคมในกลุ่มวัยรุ่น โดย Media Monitor ได้วิเคราะห์ภาพของวัยรุ่นที่สะท้อนผ่านสื่อยอดนิยมของวัยรุ่นได้ 7 มิติ ดังนี้

  1. มิติของความรัก ซึ่งจะเห็นได้จากวัยรุ่นหญิงที่นิยมอ่านนิยาย เรื่องสั้นที่ตอบสนองจินตนาการ
  2. มิติเกี่ยวกับเป้าหมายชีวิต/การประสบความสำเร็ต ส่วนใหญ่มีการนำเสนอคอนเทนท์ในมิติของอาชีพการงาน โดยเฉพาะสายงานบันเทิง ยังขาดการนำเสนอเป้าหมายในมิติอื่นๆ
  3. มิติอัตลักษณ์ เนื้อหาบนเว็บไซต์ที่วัยรุ่นนิยมเลือกม ได้แก่ วิธีการดูแลสุขภาพความงาม การแต่งตั่ว การทำผมทั้งของวัยรุ่นหญิงและชายผ่านกระทู้เคล็ดลับความงามและแฟชั่น
  4. มิติเกี่ยวกับความสัมพันธ์/การเข้าสังคม ซึ่งข่าวเชิงลบมักจะได้รับกระแสตอบรับจากวัยรุ่นมากกว่าข่าวเชิงบวก
  5. มิติเกี่ยวกับวัฒนธรรม ซึ่งเห็นได้ชัดจากการนิยมวัฒนธรรมต่างประเทศ เช่น วัฒนธรรมเกาหลี ญี่ปุ่น
  6. มิติด้านความรู้รอบตัว วัยรุ่นจะนิยมเนื้อหาที่นำเสนอเรื่องราวที่เป็นกระแสสังคม เช่น ข่าวการเมือง และข่าวอาชญากรรม
  7. มิติความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติ ส่วนใหญ่วัยรุ่นจะสนใจความเชื่อในมิติของความบันเทิง ความลี้ลับ เช่น เรื่องสยองขวัญ การดูดวง

เมื่อสื่อออนไลน์มีผลต่ออัตลักษณ์ออนไลน์และอัตลักษณ์ที่แท้จริงของวัยรุ่นเช่นนี้แล้ว เราจึงน่าจะนำข้อดีของสื่อออนไลน์มาใช้ในทางที่สร้างสรรค์ และนำข้อเสียมาศึกษา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์

ทั้งนี้ ข้อดีของสื่อออนไลน์ มีทั้งการเป็นเวทีในการสร้างความเป็นตัวเอง และแสดงถึงตัวตน ซึ่งถ้ามีการสร้างความเป็นตัวเองที่ได้รับการยอมรับก็จะก่อให้เกิดอัตลักษณ์ที่เหมาะสม มั่นใจ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้  นอกจากนี้ สื่อออนไลน์ยังทำให้เกิดชุมชนของกลุ่มคนที่มีความคิดหรือความชอบแบบเดียวกันซึ่งจะเห็นได้จากห้องกระทู้ในพันทิป หรือเพจเฟซบุ๊คต่างๆ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้วัยรุ่นสามารถแสดงออกและค้นพบอัตลักษณ์ของตนเองได้ ในขณะที่เพื่อนก็มีผลต่อการสร้างอัตลักษณ์ ซึ่งจะเห็นได้จากบทสนทนา และการแลกเปลี่ยนในกลุ่มเพื่อน

ส่วนจุดอ่อนที่ต้องระวังของการใช้งานสื่อออนไลน์ ได้แก่ การเลียนแบบในทางที่ผิด สังคมที่เข้าหาและกลุ่มที่ไม่เหมาะสำหรับการสร้างอัตลักษณ์ที่เหมาะสม หรือเป็นตัวเองอย่างแท้จริง ตลอดจนการทำให้เกิดการเข้าใจตนเองผิด และแยกแยะที่ผิดๆ

Media Monitor ชี้การใช้สื่อออนไลน์ในประเด็นการเมืองจะมีความหลากหลาย ซับซ้อน และต้องระมัดระวังมากขึ้น

นอกจากไฮไลท์ในเรื่องการให้ความหมายและคุณค่าในการสื่อสารบนสื่อออนไลน์ แล้ว การสื่อสารในสื่อออนไลน์ในประเด็นการเมืองและความรุนแรงในไทย ซึ่ง Media Monitor ได้ศึกษานั้น พบว่า เฟซบุ๊คเป็นพื้นที่โต้ตอบการต่อสู้ของชนชั้นกลางและผู้ชุมนุม ซึ่งรูปแบบของเนื้อหามี 2 กลุ่มใหญ่ คือ การแสดงจุดยืนทางการเมือง และการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความคิดเห็น

ในขณะที่ทวิตเตอร์ จะพบลักษณะของข้อความ 2 ลักษณะ ได้แก่ การสื่อเพื่อให้ข้อมูลข่าวารอย่างเป็นทางการ และเพื่อแสดงความเห็นทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ ส่วนห้องสนทนาทางการเมืองนั้น จะพบการใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสม เพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามและก่อให้เกิดความขัดแย้ง

ฟอร์เวิร์ดอีเมล ซึ่งรูปแบบของเนื้อหาในฟอร์เวิร์ดอีเมล จะมีทั้งการให้ความรู้ ความจริง ความขัดแย้งทางการเมือง การชื่นชมบุคคล การล้อเลียน การประณาม การโน้มน้าวเพื่อรณรงค์ทางการเมือง

สรุปแล้ว Media Monitor มองว่า สื่อออนไลน์กับการเมืองมักจะถูกนำมาใช้ในรูปแบบอารมณ์เหนือเหตุผลจนนำไปสู่การขับเคลื่อนและการเคลื่อนไหวในรูปธรรม อีกทั้งยังเป็นสื่อที่มีอิทธิพลในการหลอมรวมความคิด  ในอนาคตการใช้สื่อออนไลน์ในประเด็นการเมืองจะมีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้น จึงต้องระมัดระวังมากขึ้นกับการใช้และรับสารด้านการเมืองจากสื่อออนไลน์

เมื่อรับทราบคุณและโทษของสื่อออนไลน์ในบริบทที่แตกต่างกันไปเช่นนี้แล้ว ทาง Media Monitor จึงอยากให้เครือข่ายและหลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น เพื่อประสิทธิภาพและการผลักดันให้มีการจัดทำนโยบายที่เป็นรูปธรรม เพราะการที่ผุ้บริโภคหรือสมาชิกในสังคมรู้เท่าทันสื่อก็จะทำให้สังคมรู้เท่าทันสื่อ สังคมของเราก็จะเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การศึกษาที่เกี่ยวกับสื่อออนไลน์ครั้งนี้ จัดทำขึ้นระหว่างปี 2549-2557 ใน 8 ประเด็น ได้แก่

  1. ฟุตบอลโลก 2006 การพนันแอลกอฮอล์และการชิงโชคกับบทบาทของสื่อไทย (ปี 2549)
  2. ฟุตบอลยูโร 2008: การพนันและการชิงโชคทางเว็บไซต์และออดิโอเท็กซ์ (ปี 2551)
  3. ปรากฎการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในเครือข่ายสังคมออนไลน์ (ปี 2553)
  4. ภาพวัยรุ่นในสื่อยอดนิยม (ภาพยนตร์ เว็บไซต์ วิทยุ นิตยสาร และโทรทัศน์) (ปี 2554)
  5. Hate Speech ในเว็บไซต์และทีวีดาวเทียม การเมือง (ปี 2555)
  6. การสื่อสารทางการเมืองในเฟซบุ๊คและหนังสือพิมพ์ออนไลน์: กรณี V for Thailand (ปี 2556)
  7. ความเซ็กซี่ในมิวสิควิดีโอเพลงไทย ป๊อป ฮิปฮอป ลูกทุ่ง (ระหว่างปี 2554-2556) (ปี 2556)
  8. การสื่อสารการตลาดออนไลน์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ปี 2557)

สำหรับผลการศึกษาและวิเคราะห์ดังกล่าว สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.mediamonitor.in.th