อ.มรรยาท อัครจันทโชติ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยสถิติทั่วโลกชี้เด็กไทย (อายุระหว่าง 6-12 ปี) ดูทีวีเฉลี่ยสัปดาห์ละ 28 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
อ.มรรยาท ซึ่งรับหน้าที่วิทยากรในการบรรยายในหัวข้อ “สื่อโทรทัศน์กับเด็ก” ของงานสัมมนาวิชาการ”หนึ่งทศวรรษ Media Monitor” ซึ่งจัดขึ้นโดยโครงการ Media Monitor เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน ที่ผ่านมา ได้เปิดเผยผลการวิเคราะห์และการศึกษา ภายใต้บริบทเรื่องสื่อโทรทัศน์กับเด็กในสังคมไทย เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะในการศึกษาเรื่องสื่อโทรทัศน์กับเด็ก
เมื่อดูจากสถิติทั่วโลกแล้วพบว่า เด็กไทย (อายุระหว่าง 6-12 ปี) ดูทีวีเฉลี่ยสัปดาห์ละ 28 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆแม้แต่สหรัฐอเมริกาเอง โดยเด็กไทยส่วนใหญ่นิยมรับชมรายการบันเทิง ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรมีมาตรการคุ้มครองเด็กและเยาวชน

งานสัมมนาวิชาการ"หนึ่งทศวรรษ Media Monitor"

งานสัมมนาวิชาการ”หนึ่งทศวรรษ Media Monitor”

อ.มรรยาท อัครจันทโชติ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ.มรรยาท อัครจันทโชติ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จากการศึกษารายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก และสถานีโทรทัศน์สำหรับเด็ก พบว่า ปัจจุบันมีรายการจำนวนมากที่จัดเรตติ้งไม่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายจริง และยังมีเนื้อหาไม่เหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องเพศและความรุนแรง ซึ่งอ.มรรยาท เปิดเผยว่า นโยบาย กฎระเบียบเรื่องสื่อกับเด็กของสังคมไทยยังไม่มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะยุคของการกำกับดูแลโดยองค์กรใด

ปัจจุบัน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กำหนดช่วงเวลาสำหรับเด็กวันธรรมดาที่ 16.00-18.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 07.00-09.00 น. และ 16.00-18.00 น. และช่วงเวลาที่ต้องระมัดระวังเนื้อหา ได้แก่ 18.00-22.00 ของทุกวัน โดยช่วงเวลาเหล่านี้กำหนดให้มีได้แค่รายการที่มีเรตติ้ง ป. (ปฐมวัย) ด. (เด็ก) และท. (ทั่วไป) อ.มรรยาท ได้ให้คำนิยามการจัดเรตติ้งท. ว่า ต้องเป็นรายการที่เด็กสามารถรับชมได้ตามลำพังโดยไม่มีพิษภัย แต่เมื่อดูตามความเป็นจริงแล้ว ละครไทยทั้งละครเย็นและละครค่ำต่างแฝงไปด้วยเนื้อหาทางเพศ (S) ภาษาสื่อทางเพศหรือหยาบคาย (L) ความรุนแรง (V) และอคติในภาพตัวแทน (R) โดยเฉพาะในละครซิทคอม ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ละครไทยในช่วงเวลาเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับความต้องการของกสทช.เลยแม้แต่น้อย

ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า องค์กรสื่อบางรายเลือกที่จะสร้างรายได้มากกว่าครุ่นคิดถึงผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นต่อตัวเด็ก โดยอ.มรรยาท เปิดเผยว่า สื่อบางรายเลือกจัดเรตติ้งท.ให้กับรายการของตน แม้ว่ารายการที่กล่าวถึงนี้มีเนื้อหารุนแรงเพียงใด เนื่องจากเรตติ้งท.สามารถใช้หาสปอนเซอร์ได้ง่ายกว่า น.13 หรือ น.18 ดังนั้น เด็กไทยจึงมีโอกาสสูงในการซึมซับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมจนเกิดผลทั้งระยะสั้นและยาว เช่น เลียนแบบ อคติ ภาพตัวแทน ภาพความจริงทางสังคม

นอกจากนี้ อ.มรรยาท ชี้ว่า ระเบียบปฏิบัติเรื่องโฆษณาในรายการเด็กเป็นเพียงแค่แนวทาง แต่แทบไม่ได้รับการใส่ใจอย่างแท้จริง เนื่องจากนักโฆษณามองเด็กว่าเป็น “ผู้บริโภค” จนเกิดโฆษณาที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังละเลยการสนับสนุนรายการเด็ก ส่งผลให้ผู้ผลิตรายการต้องหันไปพึ่งรายการจากการโฆษณาเพื่อความอยู่รอดของตน

ในช่วงถามและตอบของงานสัมมนาวิชาการครั้งนี้ ตัวแทนจากสื่อมวลชนได้ขอความร่วมมือจาก Media Monitor เป็นตัวกลางในการประสานงานระหว่างสื่อมวลชนกับกสทช. เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีต่อไป

ทั้งนี้ โครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อและพัฒนาการรู้เท่าทันสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2548 โดยมีความมุ่งหมายหลักที่จะทำหน้าที่ให้ข้อมูลป้อนกลับต่อการนำเสนอเนื้อหาของสื่อ ซึ่งได้มีการพัฒนาวิธีวิทยาในการศึกษาและจัดเก็บข้อมูลการเฝ้าระวังในประเด็นต่างๆอย่างต่อเนื่อง ในแต่ละรอบได้ผ่านการให้คำปรึกษาจากกรรมการวิชาการอย่างใกล้ชิด และนำไปเผยแพร่ ขับเคลื่อน ร่วมกับเครือข่ายตามประเด็น รวมทั้งองค์กรวิชาชีพ สถาบันวิชาการ เพื่อให้เกิดการพัฒนาข้อกำหนดจริยธรรมหรือแนวทางการนำเสนอข่าวสารอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม และการยกระดับความเข้าใจด้านสื่อของประชาชน