โครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อและพัฒนาการรู้เท่าทันสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) โดยการสนับสนุนของ สำนักงานสนับสนุนและสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานสัมมนาวิชาการ “หนึ่งทศวรรษ มีเดียมอนิเตอร์ : บทเรียน ประสบ การณ์ ชุดความรู้” เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ที่ผ่านมา เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาการเฝ้าระวังสื่อและรู้เท่าทันสื่อเพื่อการปฏิรูปสังคมให้ดีขึ้น จากการศึกษาตลอดระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโครงการฯ เมื่อปี 2548 เป็นต้นมา

สำหรับงานวิจัย หัวข้อ “สื่อในสถานการณ์การชุมนุมและความขัดแย้งทางการเมือง” เป็นหนึ่งในผลการศึกษาที่สำคัญ จากการศึกษาวิจัยตั้งแต่ปี 2548 – 2557 ซึ่งเป็นช่วงที่สถานการณ์การเมืองไทยคุกรุ่น

ผศ.พิจิตรา สึคาโมโต้ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สื่อมวลชนมีความสำคัญต่อการนำเสนอข้อมูลทางการเมืองสู่ประชาชน ซึ่งส่งผลต่อความคิดของผู้เสพสื่อ โดยเฉพาะสื่อทีวี และ สื่อออนไลน์ ที่ปัจจุบันสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ได้หันไปให้ความสำคัญกับโซเชียลมิเดียมากขึ้น

ผศ.พิจิตรา สึคาโมโต้ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผศ.พิจิตรา สึคาโมโต้ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จากผลการวิจัยของ “มีเดีย มอนิเตอร์” ชี้ให้เห็นว่า  สื่อโทรทัศน์ที่เป็นเคเบิ้ลทีวี หรือ ทีวีดาวเทียม จะมีการนำเสนอสถานการณ์การเมืองมากกว่าฟรีทีวี รวมทั้งมีการนำเสนอที่เจาะลึกมากกว่า  ในขณะที่สื่ออื่นๆจะ เน้นการนำเสนอสถานการณ์การชุมนุมรายวัน มากกว่าเจาะลึกถึงประเด็นที่มาของปัญหาความขัดแย้ง หรือความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อสถานการณ์การเมือง

อย่างไรก็ตาม ความเป็นกลางของสื่อมวลชน อาจขึ้นอยู่กับโครงสร้างของสื่อต่างๆ ซึ่งมีทั้งสื่อที่อยู่ในความดูแลของรัฐบาล สื่อสาธารณะ และ สื่อจากทุนทางการเมือง รวมถึงจรรยาบรรณวิชาชีพของนักสื่อสารมวลชนด้วย

โดยให้แง่คิดว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา “สื่อมวลชนไทย” มีบทบาทต่อการนำเสนอเนื้อหาอย่างไร เป็นผู้รับใช้รัฐบาล ผู้อยู่ใต้อำนาจสื่อทุน หรือ นำเสนอด้วยอุดมการณ์ทางวิชาชีพ?

นอกจากนี้ ผศ.พิจิตรา  ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “มีเดีย มอนิเตอร์” ควรเพิ่มเติมประเด็นในการทำวิจัยคือ 1.ทำการศึกษาให้ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์มของสื่อ 2.เครื่องมือในการทำการประเมิน ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน 3.ระยะเวลาในการศึกษาให้ครอบคลุม 24 ชม. เข้าถึงสื่อทุกรายการที่มีผลต่อทัศนคติของประชาชน 4. ลงพื้นที่ศึกษาให้รอบด้าน สมดุลทุกขั้ว ทุกฝ่าย และ 5. การประเมิน ปรับจากการประเมินแบบอัตวิสัยของบุคคลหรือคณะกรรมการ โดยให้มีการสำรวจความเห็นจากประชาชนผู้เสพข่าว ว่านิยมดูสื่อช่องใด ประเภทไหน เพื่อได้ผลที่ดีกว่าการวิเคราะห์ผ่านการตอบสนองของผู้ชมผ่าน SMS ที่แสดงความคิดเห็นเข้ามาในช่องรายการใดรายการหนึ่ง ที่อยู่ในแหล่งกำหนดของการศึกษาวิจัย

ผลการศึกษา หัวข้อ “สื่อในสถานการณ์การชุมนุมและความขัดแย้งทางการเมือง”  ในช่วงปี 2548- 2557 ผู้ทำการวิจัยได้ทำการศึกษาข้อมูลจำนวน 21 รอบ แบ่งเป็น ศึกษาจาก สื่อโทรทัศน์ 16 รอบ สื่อหนังสือพิมพ์  2 รอบ และ สื่อออนไลน์ 3 ตั้งแต่สมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จนถึงการชุมนุมต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และ การชุมนุมของมวลมหาประชาชน ในปี 2556-2557 แบ่งออกเป็น 8 ช่วงการศึกษา ดังนี้

ช่วงที่ 1 ความขัดแย้งและการชุมนุมทางการเมือง สมัยนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ช่วงปี 2549

ช่วงที่ 2 การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ และการปะทะกันของกลุ่ม พธม. และ นปช. สมัยนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ช่วงปี 2551

ช่วงที่ 3 การชุมนุมทางการเมืองและก่อการจลาจลของกลุ่ม นปช. ในสมัยนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ช่วงเมษายน 2552 และ มีนาคม- พฤษภาคม 2553

ช่วงที่4 การชุมนุมของคนเสื้อหลากสี หรือ กลุ่มมั่นใจว่าคนไทยเกิน 1 ล้านคน ต่อต้านยุบสภา ระหว่างวันที่ 12 มีนาคม -30 พฤษภาคม 2553

ช่วงที่ 5 ความขัดแย้งกรณีการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อการแก้ไข รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550

ช่วงที่ 6 การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) ระหว่างวันที่ 22 – 30 พฤศจิกายน 2555

ช่วงที่ 7 การชุมนุมของกลุ่ม V for Thailand ช่วง มิถุนายน 2556

ช่วงที่ 8 การชุมนุมต่อต้าน พ.ร.บ. นิรโทษกรรม –การชุมนุมของมวลมหา ประชาชน ช่วง ปี 2556-2557

 

สื่อมวลชนกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง

ในช่วงแรกของการชุนนุม สื่อยังไม่ให้พื้นที่กับการนำเสนอข่าวการชุมนุมประท้วงมากนัก  โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ช่องพาณิชย์ อาทิ ช่อง 3, 7 แนวโน้มการให้พื้นที่ของสื่อในประเด็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองมีเพิ่มขึ้น และพีคสุดในช่วงที่มีความดุเดือดของเหตุการณ์ โดยเฉพาะหากเกิดความรุนแรง หรือการปะทะกันระหว่างสองฝ่าย ขณะที่สื่อของรัฐบาลและช่องทีวีสาธารณะ ให้พื้นที่กับข่าวการชุมนุมอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล

สื่อแพลตฟอร์มมเคเบิ้ลและดาวเทียม จะให้พื้นที่กับข่าวการชุมนุมมากกว่าสื่อฟรีทีวี โดยเฉพาะช่องที่เน้นการนำเสนอข่าว อาทิ เนชั่น วอยส์ทีวี สปริงนิวส์ เป็นต้น ขณะที่ สื่อฟรีทีวี ให้ข่าวอย่างระมัดระวังกับตนเอง สะท้อนให้เห็นความสมดุลของแต่ละฝ่าย และเมื่อมีความรุนแรงทางการเมืองมากขึ้น จึงเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นเป็นลำดับ เนื่องจากเป็นประเด็นที่สามารถขายได้

 

การให้พื้นที่ข่าวการเมืองและการชุมนุมของสื่อโทรทัศน์

จากผลการวิจัยของ “มิเดีย มอนิเตอร์” วิเคราะห์การให้พื้นที่ข่าวการเมืองของสื่อโทรทัศน์ที่เด่นๆ ดังนี้

ช่อง 3 เป็นสื่อพาณิชย์ที่ให้พื้นที่กับข่าวการชุมนุมฯ พอควร และในบางช่วง โดยเฉพาะช่วงที่มีความรุนแรงเชิงกายภาพ จะให้พื้นที่การนำเสนอมากกว่าสื่อของรัฐ เนื่องจากเป็นประเด็นที่ขายได้ ได้รับความสนใจจากประชาชน มีการวิเคราะห์เชิงลึกผ่านการนำเสนอแบบเล่าข่าว มีการใส่ทัศนคติของพิธีกร ซึ่งอาจเป็นการชี้นำผู้ชมได้

ช่อง 5 เป็นสื่อของรัฐ(ทหาร) มีการนำเสนอแบบเซ็นเซอร์ตัวเอง จำกัดข้อมูลในการนำเสนอ เลี่ยงการนำเสนอแบบให้ทัศนคติทางการเมือง

ช่อง 7 เป็นสื่อพาณิชย์ที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ(ทหาร) จึงนำเสนอแบบอนุรักษ์นิยม รายงานแบบปราศจากทัศนคติ โดยเฉพาะในช่วงแรก แต่เมื่อประชาชนอยากรู้มากขึ้น ได้เพิ่มสัดส่วนการนำเสนอข่าวการเมือง แต่ยังคงเป็นไปแบบระมัดระวัง โดยมีการเพิ่มเนื้อหาข่าวการเมืองตั้งแต่ช่วงการชุมนุมของกลุ่ม อพส. และพีคสุดในช่วงการชุมนุมของมวลมหาประชาชน

ช่อง 9 เป็นสื่อรัฐวิสาหกิจ(อสมท.) ให้พื้นที่ข่าวการชุมนุมค่อนข้างมากและต่อเนื่อง โดยพยายามสะท้อนให้เกิดความสมดุลของการนำเสนอข่าวรอบด้าน แต่จะให้ความสำคัญกับแหล่งข่าวรัฐบาลมากกว่าขั้วตรงข้าม

ช่อง 11 เป็นสื่อของรัฐ(อสมท.) ที่พยายามนำเสนอข่าวชุมนุมให้สมดุล แต่แหล่งข่าวมักเอนเอียงไปทางรัฐบาล ถือได้ว่าเป็นกระบอกเสียงของรัฐ

ช่อง TPBS เป็นสื่อสาธารณะ ที่มีโมเดลของความเป็นอิสระ ปลอดจากการเมืองและกลุ่มทุน เป็นช่องที่ให้พื้นที่กับข่าวการเมืองและการชุมนุมค่อนข้างมากและต่อเนื่อง มีการสร้างสมดุลในการนำเสนอจากทุกขั้วแหล่งข่าว อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยชี้ให้เห็นว่า แม้ ช่อง TPBS  จะนำเสนอข่าวการเมืองและการชุมนุมค่อนข้างมาก เทียบเท่ากับช่องดาวเทียม-เคเบิ้ล แต่เนื้อหาเชิงเจาะลึก ยังมีการนำเสนอน้อยกว่าช่องดาวเทียม-เคเบิ้ล

ขณะที่ ช่อง ITV ซึ่งถูกมองว่าเป็นสื่อทุนทางการเมือง เอื้อประโยชน์ให้อดีตนายกฯทักษิณ แต่ ITV ถือเป็นช่องสื่อพาณิชย์ ที่ให้พื้นที่ข่าวการชุมนุมและการเคลื่อนไหวทางการเมืองมากกว่าบรรดาช่องพาณิชย์อื่นๆ และมีการนำเสนอข่าวที่สมดุล

ทั้งนี้ จากการนำเสนองานวิจัยดังกล่าว ผู้เข้าร่วมสัมมนาเห็นตรงกันว่า การปฏิรูปสื่อ โดยเฉพาะการนำเสนอทางด้านความขัดแย้งทางการเมือง ควรบูรณาการไปพร้อมกันทั้งระบบ มีการนำเสนอด้วยความเป็นกลาง ปราศจากการครอบงำของ รัฐบาล กลุ่มทุน และทัศนคติส่วนตัวของผู้นำเสนอ จึงจะสามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปได้อย่างมีประสิทธิภาพ