จะทำอย่างไรเมื่อถึงยุคที่ธุรกิจขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยี เพราะแม้เราจะมีไอเดียต่อยอดธุรกิจแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นที่จุดใด หากธุรกิจต้องประสบกับปัญหาแต่ไม่รู้ทางแก้ สิ่งเหล่านี้อาจทำให้ธุรกิจเติบโตช้าและเกิดความเสี่ยง ซึ่งกลุ่มที่ธุรกิจที่เสี่ยงมากที่สุดก็คือ กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศที่มีจำนวนมากถึง 95% ซึ่งอาจจะยังไม่รู้วิธีสร้างธุรกิจให้ยั่งยืน

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หน่วยงานภายใต้การดูแลของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้นำเสนอแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าวที่จะนำพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จในยุคที่ถูกกดดันจากความสามารถทางเทคโนโลยี ด้วยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (ไอแทบ) ที่จะเข้ามาสร้างความแข็งแกร่งให้เอสเอ็มอีไทยด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (สวทช.) ได้เสนอทางเลือกต่างๆให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการไทยในงานสัมมนาหัวข้อ “Business @ The Speed of Light, Why INNNOVATION Must be Addressed”

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี , สวทช​.​

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี , สวทช​.​

ดร.ณรงค์ได้เสนอให้ผู้ประกอบการนำวิทยาศาาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปใช้เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในธุรกิจเอสเอ็มอีเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ปัจจุบันไอแทบมีเครือข่ายทั่วประเทศ มีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี ด้านธุรกิจ กว่า 1,300 คน ให้บริการเอสเอ็มอีไทยไปแล้วกว่า 4,000 โครงการ สร้างผลตอบแทนร่วมกันทั้งทางตรง-ทางอ้อม ถึง 7.5 เท่า สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไทยในปี 2556 -2558 มากว่า 6,000 ล้านบาท

ขณะที่จำนวนวิสาหกิจในประเทศมีทั้งหมดมี 2.8 ล้านกิจการ แบ่งเอสเอ็มอีมากถึง 97% มีการจ้างงานถึง 80% ของการจ้างงานในประเทศ แต่ว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเอสเอ็มอีช่วยสนับสนุนจีดีพีในประเทศได้เพียงไม่เกิน 40% ซึ่งหมายความว่าบริษัทขนาดใหญ่ยังคงเป็นกลไกหลักในการสร้างจีดีพีของประเทศถึง 60% ความไม่สมดุลนี้สร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจไทย จากปัญหาดังกล่าวๆ เราสามารถสร้างความสมดุลได้ก็ต่อเมื่อต้องพัฒนาเอสเอ็มอีให้มีความเข้มแข็ง ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เราต้องออกจากวังวนเดิมๆ ทั้ง วิธีการผลิต สินค้า  และตลาดแบบเดิมๆ เป็นต้น

ไอแทบ 2

 

การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้นั้น สิ่งที่สำคัญที่ต้องดำเนินการ คือ

  • การเพิ่มผลิตภาพการผลิต (Productivity) เพิ่มตลาด เพิ่มผลิตภัณฑ์ ด้วยการลงทุนทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในธุรกิจ เนื่องจากตลาดใหญ่สามารถคืนผลตอบแทนได้เร็วขึ้น
  • การเตรียมการ คือ นวัตกรรม เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตที่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตผ่านกระบวนการที่เหมาะสม ลดพลังงาน ลดการใช้แรงงาน เพิ่มผลิตภาพการผลิตให้แรงงานป้อนอุตสาหกรรม เช่น การนำเทคโนโลยีการรักษาคุณภาพ-คุณค่าของอาหารมาใช้ เรื่องของวัตุดิบการผลิตต้องเปลี่ยนจากแรงงานอย่างเดียวเป็นแรงงานที่มีคุณภาพที่สูงขึ้น มีการศึกษา มีการใช้เทคโนโลยี และเครื่องจักรให้มากขึ้นในธุรกิจ
  • การเพิ่มนวัตกรรมในสินค้าและบริการ โดยเฉพาะการออกแบบ ควรใช้ศิลปวัฒนธรรม การท่องเที่ยว เพื่อสร้างความแตกต่างของสินค้าและบริการของตนเองให้มีความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า และบริการ รวมถึงต้องปรับปรุงการใช้สารเคมีต่างๆ เช่น เทคโนโลยีในการแปรรูปสินค้าเกษตร

หากถามว่าไอแทบเข้ามาช่วยในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแล้ว ในภาคธุรกิจนั้นๆจะได้อะไรบ้าง

  • การเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ จากผู้เชี่ยวชาญที่คอยแก้ปัญหาที่ตรงจุด ลดการลองผิดลองถูก และช่วยประหยัดเวลา
  • เพิ่มผลตอบแทน ผู้ประกอบการได้ผลตอบแทน 7.5 เท่า จากผลประโยชน์ที่เกิดจากโครงการ (จากการประเมิณผลการดำเนินงานที่ผ่านมา)
  • ประหยัดค่าใช้จ่าย ช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ
  • ประหยัดแรงงาน ช่วยลูกค้าบริหารและติดตามโครงการ
  • สิทธิ์ทางเทคโนโลยี จะไม่แตะต้องทรัพย์สินทางปัญญา

โดย สุดทีวัล สุขใส