Techsauce Global Summit 2017 เปิดฉากอย่างคึกคักภายใต้บรรยากาศสุดฮิป ระดมสปีกเกอร์
กูรูฟินเทค และเหล่าสตาร์ทอัพฝีมือดีจากทุกวงการทั้งในและต่างประเทศร่วมถกเทรนด์
FinTech-UrbanTech-Digital Transformation

ธุรกิจในปัจจุบันต่างต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความสะดวกรวดเร็วและใช้งานง่ายของผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นต่างๆ ส่งผลให้ธุรกิจต่างหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีในกระบวนการทำงานมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ขณะเดียวกัน บริษัทหน้าใหม่ หรือ “สตาร์ทอัพ” ก็จำเป็นต้องสรรหาเทคโนโลยีที่ดีและเหมาะสมกับธุรกิจของตนเองมากที่สุด เพื่อให้สามารถนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และบริการรูปแบบใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร

แนวโน้มของ FinTech, UrbanTech และ Digital Transformation จะเป็นอย่างไร ธุรกิจทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่จะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง เพื่อรับมือกับเทรนด์และเทคโนโลยีที่กำลังมา กระแสการเปลี่ยนโฉมแห่งยุคดิจิทัลในทุกวงการจะเป็นเช่นไร ร่วมกันขบคิดและหาคำตอบกันได้จากเหล่ากูรูในแวดวงต่างๆที่ขึ้นเวที Techsauce Global Summit 2017 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28-29 ก.ค.2560

การปฏิวัติอุตสาหกรรมดิจิทัลและการมีส่วนร่วมของสตาร์ทอัพ

คุณจาชชัว แพส กรรมการผู้จัดการ AddVentures ของเครือ SCG กล่าวว่า เมื่อมองย้อนไปถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมในสมัยก่อนแล้ว ย่อมหมายถึงการเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านแรงงาน เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าด้วยแรงงานคนได้ในปริมาณมากและรวดเร็วเร็วยิ่งขึ้น เปรียบเสมือนการเสริมสร้างระบบ “กล้ามเนื้อ” อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนเป็นการเปลี่ยนถ่ายของธุรกิจสู่ความเป็นดิจิทัล โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้แทนแรงงานคนในกระบวนการผลิต ตรวจสอบ แก้ปัญหา รวมถึงงานในส่วนอื่นๆเท่าที่จะสามารถรองรับได้ เปรียบเสมือนการเสริมสร้างระบบ “สมอง” ที่เพิ่มความชาญฉลาดให้แก่ทั้งกระบวนการ

แพส มองว่า การเปลี่ยนถ่ายสู่ความเป็นดิจิทัลคือการสร้างคุณค่าให้แก่ธุรกิจด้วยการใช้ระบบดิจิทัลในการเก็บ ประมวล และส่งต่อข้อมูล ซึ่งจำเป็นต่อการอยู่รอดของธุรกิจ เนื่องจากทุกวันนี้เริ่มมีบริษัทต่างๆล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเพลง ภาพถ่าย นิตยสาร โทรทัศน์ การเงิน บริการสุขภาพ ประกันชีวิต ฯลฯ โดยบริษัทที่ยังอยู่รอดล้วนแล้วแต่ได้ปรับตัวสู่ความเป็นดิจิทัลแล้วทั้งสิ้น นอกจากนี้ การแข่งขันที่สูงกว่าที่เคยเป็นมายังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจต้องรีบปฏิวัติตนเองให้อยู่เหนือคู่แข่งอยู่เสมอ โดยจากข้อมูลพบว่า บริษัทที่ถูกขนานนามว่าเป็นยูนิคอร์น ซึ่งเป็นบริษัทที่สามารถทำผลประกอบการได้แตะ 1 พันล้านดอลลาร์ มีจำนวนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งดังกล่าวได้ในระยะเวลาเฉลี่ยเพียง 4 ปีครึ่ง เทียบกับในสมัยก่อนที่ต้องใช้เวลามากกว่า 20 ปี มากไปกว่านั้น การเข้าถึงเทคโนโลยีในปัจจุบันยังเป็นเรื่องง่าย ตัวอย่างเช่นเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่เดิมมีราคาสูงถึง 40,000 ดอลลาร์ในปี 2550 กลับมีราคาเพียง 100 ดอลลาร์ในปี 2557 ทำให้บริษัทที่มีทุนไม่มากนักก็สามารถเป็นเจ้าของได้ และไม่สามารถใช้เรื่องเงินทุนเป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงการปฏิวัติตนเองได้

สำหรับขั้นตอนในการเปลี่ยนถ่ายสู่ความเป็นดิจิทัลนั้น คุณแพส กล่าวว่า ในขั้นแรกบริษัทต้องสามารถระบุปัญหาที่ลูกค้าเผชิญอยู่ในปัจจุบันให้ได้ รวมถึงความรู้สึกเชิงลบที่ลูกค้ามีต่อผลิตภัณฑ์ในวงการ จากนั้นสร้างแผนธุรกิจที่สามารถแก้ปัญหาหรือทำให้ความรู้สึกเชิงลบที่ลูกค้ามีอยู่หมดไป เช่น การสร้างระบบอีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์ม หรือการนำข้อมูลที่ได้มาแปลงเป็นสินทรัพย์ผ่านผลิตภัณฑ์และบริการ เช่นการแจ้งเตือนหรือการระบุตำแหน่งที่เพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า จากนั้นหาวิธีในการทำให้แผนธุรกิจเหล่านี้สามารถดำเนินการได้แบบอัตโนมัติโดยที่ไม่ต้องใช้แรงงานคน ผ่านการใช้เทคโนโลยีต่างๆเช่น IoT, คลาวด์, หรือระบบประมวลข้อมูลอัตโนมัติ

ทั้งนี้ การเปลี่ยนถ่ายสู่ความเป็นดิจิทัลจะไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่หากไม่มีสตาร์ทอัพ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่อาจอยู่เหนือความคาดหมายขององค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโซลูชั่นและผลิตภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ด้วยเหตุนี้ การร่วมงานกับสตาร์ทอัพจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทั้งคู่ที่จะสามารถเติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นสิ่งที่ SCG ให้ความสำคัญ

เทคโนโลยีและกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ในโลกดิจิทัล

Brett King เป็นสปีกเกอร์ที่ถ่ายทอดเทรนด์การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในแวดวงต่างๆ ภายใต้หัวข้อ Transforming The Next-Gen Customer Experiences in the Digital World ตลอดการพูดคุยบนเวทีที่เป็นไปอย่างเป็นกันเอง และยังสามารถเรียกเสียงฮาที่พ่วงมากับpresentation พร้อมดึงความสนใจจากผู้ฟังได้อย่างต่อเนื่อง สมกับเป็น Global Fintech Influencer จริงๆ

“People wait in line in front of Apple store, no one waits in line in front of a bank. AI is going to change our lives. Adaptability is the skill you need for future. – Brett King”ไอเดียของ Brett สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ Aritificial Intelligence (AI) แม้ว่า ตอนนี้บ้านเราคิวกดตู้เอทีเอ็มหรือการต่อแถวเพื่อทำธุรกรรรมที่ธนาคารยังเป็นสิ่งที่เห็นกันชินตา แต่ต่อไปในอีก 10 ปีข้างหน้าภาพเหล่านี้อาจจะกลายเป็นอดีตไปแล้วก็เป็นได้

Brett เปรียบเทียบเทคโนโลยีว่าเหมือนกับหยินและหยาง ส่งผลให้เราๆต้องสู้รบปรบมือและเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆจากการเปิดให้บริการของอูเบอร์ ไปจนถึง Artificial Intelligence (AI) และหุ่นยนต์ที่จะกลายมาเป็นปัจจัยที่ขับเคลื่อนโลกในอนาคต และคลื่นลูกต่อไปที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีความเป็นอยู่และการทำงานของเรา วิวัฒนาการของ AI นั้นมี 3 ขั้น ปัจจุบันจะมีทั้งในกลุ่มที่เป็นหุ่นยนต์และสามารถทำงานเฉพาะอย่างตามที่ได้มีการตั้งโปรแกรมไว้ เช่น หุ่นยนต์เครื่องดูดฝุ่น ขั้นถัดไปของ AI ก็คือ AI ที่จะสามารถพูดคุยสื่อสารได้และสามารถเลียนแบบมนุษย์ ไปจนถึงขั้น Strong AI ที่ฉลาดกว่ามนุษย์ ล่าสุดได้มีรายงานข่าวออกมาแล้วว่า AI สามารถสร้างภาษาที่สามารถสื่อสารระหว่างกันเองได้แล้ว นับเป็นปรากฎการณ์ที่สร้างความอึ้งและน่ากังวลในเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ เทคโนโลยียังจะเข้าไปบุกวงการแพทย์จนเกิดเป็น HealthTech ที่จะทำให้เกิดระบบการวินิจฉัยและติดตามโรคต่างๆอย่างโรคหัวใจ, พาร์คินสัน และอัลไซเมอร์ แนวทางการรักษาโรคภัยไข้เจ็บที่ยากต่อการเยียวยา ล่าสุด IBM Watson สามารถวินิจฉัยโรคมะเร็งได้ด้วยความแม่นยำถึง 90% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าอัตราความแม่นยำถึงเกือบ 2 เท่าของแพทย์โดยเฉลี่ยในสหรัฐ หรือการพัฒนายารักษาโรคได้แบบชนิดที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วยเป็นรายๆ ขณะที่ในอนาคตระบบ 3D Printing จะเป็นอีกเทคโนโลยีที่จะทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นจนถึงขั้นสร้างอวัยวะเทียมขึ้นมาใช้แทนที่อวัยวะส่วนที่สึกหรอหรือจำเป็นต้องถูกตัดทิ้งไปจากอุบัติเหตุ การแทนที่อวัยวะที่สูญเสียไปไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดด้วยอวัยวะเทียมที่พัฒนาขึ้นมาจาก 3D Printing จะเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงการแพทย์

ในแง่ของวงการพลังงานนั้น พลังงานจากแสงอาทิตย์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญของโลกอนาคต เราจะได้เห็นโซลาร์เซลส์ที่สามารถผนวกเข้ากับทุกสิ่งอย่าง และเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานได้หลายรูปแบบ Brett ยังได้หยิบยกตัวอย่างกรณีที่อังกฤษลงประชามติถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (Brexit) ว่า ส่วนหนึ่งที่ Brexit เกิดขึ้นเพราะความกังวลที่ว่า กลุ่มผู้อพยพจะเข้ามาแย่งงาน แต่จริงๆแล้วเราน่าจะกลัวโรบ็อตที่จะเข้ามาแย่งงานของเรามากกว่ามั้ย รวมถึงการที่ฟ็อกซ์คอนน์ประกาศแผนสร้างโรงงานในสหรัฐว่า ที่ผ่านมา ฟ็อฟซ์คอนน์ได้หันมาใช้หุ่นยนต์แทนที่คนงานในโรงงานในประเทศจีนเป็นจำนวนมาก หากแผนการตั้งโรงงานในต่างแดนครั้งนี้จะสร้างความหวังเรื่องการสร้างงานภายในประเทศ เราอาจจะต้องมาดูกันยาวๆว่า โรงงานแห่งใหม่ในสหรัฐจะดับฝันเรื่องการสร้างงานหรือไม่และสัดส่วนแรงงานกับหุ่นยนต์จะออกมาเป็นอย่างไร เพราะสมาร์ท แฟคทอรี หรือโรงงานอัจฉริยะก็กำลังมา จากที่เห็นได้ชัดก็คือ Tesla ที่ Brett บอกว่า กำลังจะเสร็จสมบูรณ์บนพื้นฐานของ AI และ Robotics

การเปลี่ยนแปลงของเมืองในปัจจุบันและบทบาทของเทคโนโลยี

ดร.จอห์น เลสลี มิลลาร์ (Dr. John Leslie Millar) Chief Strategic Development Office, Ananda Development ขึ้นเวทีพร้อมด้วยข้อมูลอัดแน่นเกี่ยวกับแนวโน้มและเทคโนโลยีที่จะจุดกระแสการเปลี่ยนแปลงภายในเมืองและแวดวงอสังหาริมทรัพย์

“The Current disruption that we see in urban tech is just the beginning” เป็นคำกล่าวของดร.มิลลาร์ที่ทำให้เราเห็นว่า กระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลได้คืบคลานไปสู่ทุกวงการไม่เว้นแม้แต่แวดวงอสังหาริมทรัพย์ นั่นทำให้อนันดาไม่เพียงแต่โฟกัสไปที่การก่อสร้างและการพัฒนอสังหาฯเท่านั้น แต่ยังมองในเรื่องของไฟแนนซ์ การตลาด และประชากรศาสตร์

ดร.มิลลาร์ กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่สำคัญในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของเมืองก็คือ ประชากร โดยเฉพาะประชากรในประเทศกำลังพัฒนา คาดว่า ในช่วง 30 ปีข้างหน้า ประชาชน 3 พันล้านคนจะต้องการที่อยู่อาศัยในเขตเมือง หากอิงตามข้อมูลในอดีตแล้ว การเปลี่ยนแปลงสู่การพักอาศัยในเมืองนั้นส่งผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพของมนุษย์ เช่น อัตราการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ การเผชิญกับมลพิษ และสุขอนามัยที่ย่ำแย่ อย่างไรก็ดี สถานการณ์เหล่านี้ใช่ว่า จะเป็นเรื่องท้าทายแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นโอกาสด้วยเช่นกัน กระบวนของการเปลี่ยนแปลงของเมืองนั้นเกิดขึ้นในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ 4 โดยมีการผนวกรวมเทคโนโลยีเข้ากับสังคมอย่างแนบแน่น ความก้าวหน้าในด้านหุ่นยนต์, AI นาโนเทคโนโลยี ไบโอเทค และ IoT ระบบการพิมพ์แบบ 3 มิติ และยานยนต์ขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติ ล้วนมีศักยภาพที่จะปรับปรุงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ที่อยู่อาศัยภายในเมืองทั้งสิ้น ดังนั้น ประวัติศาสตร์จึงส่งมอบโอกาสที่ยิ่งใหญ่และประโยชน์ให้กับเหล่าคนเมืองจำนวนมหาศาล

ดร.มิลลาร์ กล่าวว่า การพิจารณาเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนเมืองและยอดขายถือเป็นเรื่องที่ดี พร้อมกับยกตัวอย่างของยุทธศาสตร์ของอนันดาในการสร้างโครงการที่อยู่อาศัยใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินทั้งในและรอบๆเมือง ซึ่งกลุ่มลูกค้าก็เต็มใจที่จะจ่ายมากขึ้นเพื่อที่จะได้อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดินในรัศมี 300 เมตร เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเดินไกลๆท่ามกลางความร้อน หรือเลี่ยงการจราจรที่ติดขัดในกรุงเทพฯ จำนวนของผู้คนที่เต็มใจซื้อโครงการพรีเมียมเลห่านี้สูงกว่าที่โตเกียวและลอนดอน ซึ่งเป็นเมืองที่อสังหาฯราคาสูง แต่ก็เป็นเมืองที่ผู้คนสามารถเดินไปไหนต่อไหนได้มากกว่าที่กรุงเทพฯ ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องสรรหาโครงการระดับพรีเมียม

อย่างไรก็ดี รูปแบบธุรกิจดังกล่าวกำลังจะได้รับผลกระทบ ดร.มิลลาร์ ได้ยกตัวอย่างสถานการณ์สมมุติขึ้นมาว่า หากผู้พักอาศัยภายในเมืองสามารถเดินไปขึ้นลิฟท์ขณะที่จะไปทำงาน และสั่งรถยนต์แบบขับเคลื่อนอัตโนมัติจากสมาร์ทโฟนให้มาจอดรออยู่ที่ทางออกและพาไปยังสถานีรถไฟที่อยู่ห่างออกไป 1 ไมล์ล่ะ หากประเมินแล้ว จะใช้ต้นทุนประมาณ 30-35 เซนต์ต่อไมล์ หรือเพียง 10 บาทสำหรับการใช้รถยนต์อัตโนมัติเพื่อเดินทาง การใช้เทคโนโลยีและระบบอัจฉริยะต่างๆทำให้รถยนต์คันหนึ่งสามารถสื่อสารกับรถยนต์คันอื่นๆ ไฟจราจร และระบบคลาวด์ AI ของเมืองก็ช่วยร่นระยะเวลาการเดินทางลง เมื่อขจัดอุปสรรคในเรื่องการเดินทางเหล่านี้ไปได้แล้ว เหล่าผู้บริโภคก็อาจจะไม่จำเป็นต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินมากมายเพื่อให้ได้มาซึ่งโครงการที่อยู่อาศัยที่ใกล้กับระบบขนส่งมวลชนอีกต่อไป

แม้ว่า สถานการณ์สมมุติดังกล่าวจะยังไม่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯในอนาคตอันใกล้นี้ ด้วยหลายปัจจัย แต่สถานการณ์ดังกล่าวก็เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจที่แม้จะไม่ใช่ธุรกิจที่ผูกพันมากับเทคโนโลยีแต่กำเนิด ดังนั้น อนันดาจึงเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเพื่อการอยู่รอดในระยะยาว พร้อมกับยกตัวอย่างบริษัทที่ครั้งหนึ่งเคยประสบความสำเร็จแต่ปัจจุบันต้องปิดกิจการไปเพราะไม่สามารถประยุกต์หรือปรับตัวอย่างโกดัก ด้วยเหตุนี้ อนันดาจึงจัดตั้งธุรกิจ VC ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมที่เกี่ยวกับการอยู่อาศัยเอง นับเป็นหนึ่งในบริษัทอสังหาฯรายแรกในไทยที่ขยายตัวสู่วงการเทคโนโลยี และยังเป็นการเปลี่ยนแปลงจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ไปสู่การบริหารจัดการการเข้าถึงหรือ access การพัฒนาและค้นหาโซลูชั่นต่างๆทั้งภายในและภายนอกองค์กร

สตาร์ทอัพ (และบริษัททั่วไป) ที่ดี ควรวัดจากผลประกอบการเพียงอย่างเดียวจริงหรือ

ไมค์ เพ็ง ผู้อำนวยการบริหารจาก IDEO Tokyo มองว่า ในปัจจุบัน สตาร์ทอัพและบริษัทส่วนใหญ่ต่างวัดความประสบความสำเร็จและจุดแข็งของบริษัทที่ผลประกอบการเท่านั้น แต่กลับไม่ได้มองย้อนไปถึงเรื่อง “ความรู้สึก” และ “อิทธิพล” ที่ผลิตภัณฑ์หรือบริการได้สร้างขึ้นในหมู่ผู้บริโภค ส่งผลไม่มีการพัฒนาต่อยอดในแบบที่ผู้ใช้งานต้องการ และกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทเองในที่สุด

คุณเพ็งได้นำเสนอแนวคิด “ความรู้สึกต้องเท่ากับเงิน” หมายความว่า บริษัทต้องปรับเปลี่ยนมุมมองในการประเมินความสำเร็จของตนเอง จากเดิมที่มองแต่ผลประกอบการเพียงอย่างเดียว เป็นมองให้ครอบคลุมถึงคุณค่าทางจิตใจที่ผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทได้ถ่ายทอดออกมาด้วย จึงจะทำให้บริษัทกลายเป็นที่กล่าวถึงในทางที่ดีในกลุ่มผู้บริโภค

สำหรับคุณค่าทางจิตใจนี้ ไมค์ เพ็ง ได้แบ่งออกเป็น 7 ประการด้วยกัน

1. ความสวยงาม – แน่นอนว่าผู้บริโภคจะให้ความสนใจกับสินค้าที่มีดีไซน์โดดเด่น ดึงดูด มีเสน่ห์ บริษัทจึงต้องมั่นใจว่า ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาจะสามารถมัดใจผู้บริโภคได้จากรูปลักษณ์ภายนอก ซึ่งไม่จำเป็นต้องเน้นไปที่ความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นสิ่งที่น่าค้นหา ชวนให้ศึกษาต่อ เปรียบได้กับสิ่งที่เราเห็นแล้วได้แต่คิดว่าเราคือผู้ที่ออกแบบเอง
2. ความฉลาด – ผู้บริโภคชอบผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่ายและแก้ปัญหาที่พบเจอบ่อยได้ ต้องคำถามว่าสิ่งที่เราคิดค้นสามารถแก้ปัญหาได้อย่างชาญฉลาดหรือไม่ ความฉลาดในที่นี้จะเน้นไปที่ไอเดียของผู้คิดค้นผลิตภัณฑ์หรือบริการเป็นหลัก
3. ความกล้าหาญ – เรามีความกล้าพอที่จะสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการของเราให้แตกต่างและฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆในสังคมหรือไม่ เนื่องจากบางสิ่งอาจเป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยปัญหามากมาย แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่พูดถึง เช่น เรื่องเพศ
4. มนุษยธรรม – สิ่งที่เราสร้างขึ้นสามารถสร้างความกินใจให้แก่ผู้บริโภคได้มากน้อยแค่ไหน บางทีอาจเป็นการสร้างประโยชน์เพื่อส่วนรวม กระตุ้นให้เกิดความสงสารหรือเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
5. เวทมนต์ – ผู้บริโภคมักประทับใจกับความมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติที่อยู่เหนือจินตนาการ ต้องตั้งคำถามว่า สิ่งที่เราสร้างขึ้นสามารถทำให้ผู้ใช้งานทึ่งและร้อง “ว้าว” ได้หรือไม่
6. ความเชี่ยวชาญ – ต้องแสดงให้เห็นว่าเราเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจของเรา และมีบริการที่รองรับอย่างครอบคลุมไร้รอยต่อ
7. เข้มงวด – ความเข้มงวดในที่นี้หมายถึงการตรวจสอบให้แน่ใจว่า ทุกคนจะสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการของเราได้โดยไม่มีปัญหา

Ofo แอพใหม่สำหรับการแชร์จักรยานจากจีน

สำหรับสตาร์ทอัพที่น่าสนใจภายในงานซึ่งมีเป็นจำนวนมากนั้น Ofo แอปพลิเคชั่นบริการจักรยานสาธารณะก็เป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพของจีนที่เข้ามาบุกตลาดไทยด้วยการเปิดให้บริการเป็นครั้งแรกในไทยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต Samantha Tng ซึ่งเป็น Expansion Manager ของ ofo APAC กล่าวถึงเบื้องหลังการเข้ามาทำตลาดในไทยว่า มองว่าแอพจะเข้ามาช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรได้ และมองว่ากรุงเทพฯเป็นเมืองใหญ่ที่ระบบขนส่งในเมืองที่เชื่อมโยงชุมชน การใช้จักรยานเดินทางจากหมู่บ้านหรือชุมชนมายังสถานีรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดินน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการเดินทาง

Ofo ได้เปิดให้บริการที่กรุงปักกิ่งเป็นครั้งแรกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และสามารถลดปัญหาการจราจรติดขัดลงได้ถึง 20% จากนั้น Ofo ก็ขยายสาขามายังสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยวางแผนที่จะเปิดให้บริการในญี่ปุ่นและออสเตรเลียด้วยเช่นกัน สำหรับการให้บริการที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น Ofo นำจักรยานมาให้บริการถึง 500-600 คัน และจะขยายขอบเขตการให้บริการไปตามมหาวิทยาลัยชั้นนำ โดยตั้งเป้าที่จะเปิดให้บริการที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปุทม และภายในสิ้นปีนี้ จะนำจักรยานเข้ามาให้บริการเพิ่มเติมในไทยเป็น 40,000 คัน

ก่อนจากกันไป ขอปิดบทส่งท้ายของ Media Talk ด้วยไอเดียของ Brett ที่ย้ำก่อนจบการพูดคุยในเซสชั่นของเขาว่า เราจะต้องรู้จักปรับตัวและเปลี่ยนแปลง เพื่อที่จะอยู่ในโลกที่ถูกเทคโนโลยีเปลี่ยนโฉม และรับมือกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ใครที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงคงจะต้อง “คิดใหม่”

————————————————————————————————————————————————
โดย ชาญวิทย์ เอี่ยมอุดม/สุนิตา พรรณรักษา