“เสวนาเทรนด์ล่าสุดทางด้านดิจิทัล” โดยสมาคมโฆษณาดิจิทัลประเทศไทยในงาน DAAT Day ขึ้นอีกครั้ง และสามารถดึงผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากให้หลั่งไหลเข้ามารวมตัวกันในห้องสัมมนาหลักจนทำให้ที่นั่งไม่พอ ทำให้ผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากต้องยืนฟังเสวนาจาก 3 กูรูจากเว็บไซต์การตลาดชื่อดัง ซึ่งประกอบด้วย คุณรัสรินทร์ อรุณอิทธิวิทย์ จาก Brand Buffet คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ จาก Thumbsup และคุณณธิดา รัฐนาวุฒิจาก Marketing Oops!

Media Talk วันนี้ ก็ไม่ลืมที่จะนำไฮไลท์จากงานมาฝากผู้อ่าน จับตาดูไปพร้อมๆ กันว่า ครึ่งปีหลัง2560 นี้ เทรนด์ไหนที่ยังคงมาแรง และเทรนด์ไหนที่กำลังเป็นที่สนใจในวงการสื่อดิจิทัล

เทรนด์การสร้างสรรค์งานโฆษณาผ่านการใช้ประเด็นทางสังคม โซเชียลมีเดีย และบิ๊กดาต้า

“โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยปัญหาสังคมและผู้คนก็ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากขึ้น” คุณรัสรินทร์ อรุณอิทธิวิทย์ จาก Brand Buffet กล่าว ดังนั้น เทรนด์ในการสร้างโฆษณาที่มาแรงในปีนี้ จึงยังคงเกี่ยวกับการนำประเด็นเหล่านี้มาใช้ ซึ่งสังเกตได้จากงานคานส์ ไลอ้อน ปีนี้ ที่มีโฆษณาของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้หยิบประเด็นสังคมมาใช้ในการโฆษณาซึ่งได้สร้างสีสันในงานได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคเองก็จะให้ความสนใจกับโฆษณาประเภทนี้ เพราะทุกคนเริ่มที่จะให้ความสำคัญกับประเด็นในสังคมกันมากขึ้น เพราะไม่เพียงแต่ตัวโฆษณาจะมีเนื้อหาที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมแล้ว ยังเป็นสิ่งที่บ่งบอกด้วยว่า แบรนด์ต่าง ๆ จะเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมได้อย่างไรบ้าง

คุณรัสรินทร์ได้นำตัวอย่างผลงานโฆษณาหลายชิ้นที่มีเนื้อหาที่พยายามสะท้อนประเด็นทางสังคม เช่น ผลงานโฆษณาจากแบรนด์ Always ซึ่งเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิงที่มาพร้อมกับแคมเปญ #Likeagirl ที่เริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2557 แคมเปญโฆษณานี้ต้องการจะสื่อให้เห็นว่า การทำอะไร ”ในแบบผู้หญิง” แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร จะเหมือนกับที่สังคมที่มีเพศชายเป็นใหญ่ตีกรอบไว้หรือไม่ ผลปรากฎก็คือไม่ เพราะสิ่งที่แคมเปญนี้ต้องการจะบอกก็คือ ผู้หญิงสามารถมีความแข็งแรง มั่นใจ และมีความทะมัดทะแมงได้เช่นกัน ไม่จำเป็นจะต้องอ่อนแอ อ่อนหวาน เปราะบางอย่างที่หลายๆ คนคิดไว้ ซึ่งนับเป็นแคมเปญที่สร้างพลังให้กับผู้หญิงที่มักจะถูกมองว่าเป็นเพศที่อ่อนแอในสังคม

คุณรัสรินทร์กล่าวอีกว่า เทรนด์ต่อไปที่ยังคงมาแรงก็คือ พลังของโซเชียลมีเดีย เพราะผู้บริโภคทั้ง Gen X และ Gen Y นิยมใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการติดตามข้อมูล และสื่อสารกับบุคคลต่าง ๆ อย่างไรก็ดี สิ่งที่จะตอกย้ำเทรนด์นี้ก็คือ การมาของ Gen Z ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่เกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยี และถูกสั่งสมประสบการณ์ให้อยู่ในโซเชียลมีเดียมาโดยตลอด ดังนั้น โลกโซเชียลมีเดียจึงค่อนข้างมีอิทธิพลกับคนรุ่นนี้ ซึ่งหมายความว่า การเป็นผู้ที่มีอิทธิพลในโลกออนไลน์น่าจะยังคงอยู่กับการตลาดดิจิทัลไปอีกนาน นอกจากนี้คุณรัสรินทร์ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า ทุกวันนี้เราสามารถรับชมรายการถ่ายทอดสดผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดียได้แล้ว อีกทั้งผู้ผลิตสื่อยังมองหาวิธีในการโฆษณาสินค้ารูปแบบใหม่อยู่ตลอดเวลา สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจต่าง ๆ ได้มีการทุ่มเม็ดเงินลงในโซเชียลมีเดียกันมากขึ้น

เทรนด์ต่อไปก็คือ การโฆษณาโดยอาศัยการใช้ฐานข้อมูลใหญ่หรือบิ๊กดาต้า (Big Data) ในการสร้างประสบการณ์การรับชมโฆษณารูปแบบใหม่ที่มีความน่าสนใจมาก เช่น การโฆษณา Nike Lunar Epic โดยใช้สนามกีฬา Unlimited Stadium ให้ผู้คนสวมใส่รองเท้าเข้าไปวิ่งในสนามกีฬาดังกล่าวที่มีดีไซน์สวยงามมาก แคมเปญนี้มีการนำข้อมูล Big Data ของผู้นิยมการวิ่งมาใช้ โดยนำข้อมูลสุขภาพของผู้วิ่งแต่ละคนไปใส่ไว้ในชิปและนำไปฝังในรองเท้า ทำให้ผู้วิ่งสามารถเห็นแสงไฟรูปตนเองปรากฎอยู่บนผนังของสนามกีฬา แสงไฟรูปตนเองนี้จะจำลองสมรรถนะทางกายของเจ้าของ และจะวิ่งไปพร้อมๆ กับเจ้าของ ซึ่งถือเป็นการแข่งขันกับตนเองในอีกรูปแบบหนึ่ง แคมเปญของแบรนด์ Nike ตัวนี้จึงเป็นแคมเปญที่มีนำบิ๊กดาต้ามาใช้กับการโฆษณาได้อย่างสร้างสรรค์และน่าสนใจเป็นอย่างมาก

อรนุช เลิศสุวรรณกิจ จาก Thumbsup กับเทคโนโลยีที่จะมาสร้างความพลิกผันแก่แวดวงสื่อดิจิทัล

คุณอรนุชเป็นวิทยากรที่เน้นพูดถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีการโฆษณาและการตลาดรูปแบบใหม่ที่จะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนครั้งใหญ่ให้กับวงการสื่อดิจิทัล โดยจะกล่าวถึงเคสต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นเพื่อที่จะยกตัวอย่างให้เห็นว่า เทคโนโลยีต่างๆ จะเข้ามาเปลี่ยนเทคโนโลยีรูปแบบเดิมๆ ได้จริง ไม่เว้นแม้แต่ในวงการการตลาดและการโฆษณา

สำหรับเทคโนโลยีใหม่ที่คุณอรนุชนำมาพูดถึงนั้นก็คือเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ที่มีลักษณะการใช้งานคล้ายฐานข้อมูลหรือสมุดบัญชีที่ช่วยควบคุมการจัดเก็บข้อมูลที่เกิดขึ้นตลอดเวลา โดยข้อมูลต่าง ๆ จะถูกนำไปเก็บไว้ได้ในหลายพื้นที่ ข้อมูลมักจะไม่หายไปไหน ซึ่งมาพร้อมกับความปลอดภัย มีความน่าเชื่อถือและสามารถใช้งานได้อย่างอัตโนมัติ นอกจากนี้ก็ยังมีเทรนด์เทคโนโลยีประเภท Artificial Intelligence (AI) และ Machine Learning (ML) ที่กำลังเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งในวงการสื่อดิจิทัล และวงการอื่นๆ ทั่วโลก

หนึ่งในตัวอย่างน่าสนใจที่คุณอรนุชกล่าวถึงก็คือ เคสของเว็บไซต์สัญชาติจีนชื่อดัง JD.com กับการใช้เทคโนโลยีในการรับรองมาตรฐานและความปลอดภัยจากเนื้อวัวให้แก่ผู้บริโภค เนื่องจากจีนเป็นประเทศหนึ่งที่ประชาชนประสบกับปัญหาผลิตภัณฑ์ปลอมหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีมาตรฐาน ซึ่งลูกค้าของ JD.com สามารถสแกน QR Code ที่ติดมากับผลิตภัณฑ์ได้ทันทีว่า ผลิตภัณฑ์เนื้อวัวที่ซื้อมานั้น มาจากวัวตัวใด วัวตัวนี้เกิดวันไหน ถูกเลี้ยงอยู่ที่ฟาร์มไหน ถูกฆ่าวันไหน และผ่านกระบวนการอะไรมาบ้าง ซึ่งวิธีการนี้ได้สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าเป็นอย่างมากเพราะมีข้อมูลครบถ้วนจากต้นน้ำไปสู่ปลายน้ำ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับอุตสาหกรรมด้านนี้

ในช่วงท้ายของการบรรยาย คุณอรนุชได้ฝากไว้ว่า การเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาเทคโนโลยีที่จะเข้ามาสร้างความพลิกผัน ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญที่อาจทำให้บริษัทผู้เล่นรายเล็ก ๆ ที่มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีใหม่สามารถเอาชนะผู้เล่นรายใหญ่ได้ วิธีป้องกันก็คือ บรรดาผู้เล่นรายใหญ่ก็ต้องมีจิตใจที่เปิดกว้าง พร้อมรับฟังและนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้ในองค์กรของตนเพื่อป้องกันไม่ให้องค์กรตามไม่ทันกระแสที่เปลี่ยนแปลงไป

ณธิดา รัฐนาวุฒิ จาก Marketing Oops! กับเทรนด์ในการเอาใจผู้บริโภคชาวมิลเลนเนียล

ในขณะที่คุณรัสรินทร์ได้เน้นหัวข้อเกี่ยวกับเทรนด์การสร้างสรรค์ผลงานโฆษณา คุณอรนุชได้พูดถึงเทรนด์การใช้เทคโนโลยี การบรรยายของคุณณธิดาจะเน้นไปที่ฝั่งของผู้บริโภคในยุคมิลเลนเนียลว่ามีพฤติกรรมการบริโภคอย่างไร และแบรนด์ต่าง ๆ มีแนวทางลักษณะไหนที่จะเข้ามาเอาใจลูกค้ากลุ่มนี้

คุณณธิดาเปิดเผยว่า เทรนด์พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคมิลเลนเนียลนั้นเป็นกลุ่มที่พร้อมจ่ายสินค้าในราคาที่สูงกว่าหากตัวสินค้าและการบริการตอบโจทย์ตนเอง ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจ U Drink I Drive ซึ่งเป็นธุรกิจที่พาลูกค้าที่ออกไปปาร์ตี้ ดื่มสังสรรค์และกลับบ้านอย่างปลอดภัย ซึ่งถ้าเทียบกับค่าบริการแท็กซี่ปกติก็ถือว่าค่าบริการของ U Drink I Drive นั้นแพงกว่ามาก แต่ U Drink I Drive มีความปลอดภัยมากกว่า เชื่อถือได้มากกว่า และสามารถรอลูกค้าร่ำลาเพื่อนๆ ได้อีก 30 นาทีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หากนานกว่านั้น จะคิดค่าบริการเพิ่มเติม ความสำเร็จของธุรกิจ U Drink I Drive สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ คุณภาพ และการบริการมากกว่าราคา

เทรนด์ต่อไปก็คือ การนำเทคโนโลยี Machine Learning (ML), Artificial Intelligence (AI) และ Internet of Things (IoT) มาใช้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการบริการ คุณณธิดาได้ยกตัวอย่างการใช้ระบบ IoT ในโรงพยาบาล Thomas Jefferson University ซึ่งเป็นระบบของบริษัท Harman ที่ทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้เสียงออกคำสั่งให้ระบบปรับอุณหภูมิภายในห้อง เปิด-ปิดไฟ สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับโรงพยาบาลและแพทย์ได้ ซึ่งระบบนี้ได้ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ทั้งผู้ป่วยและบุคลากรในโรงพยาบาลเป็นอย่างมาก สะท้อนให้เห็นว่า ระบบ IoT สามารถนำมาใช้เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะในองค์กรต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี และโรงพยาบาลบางแห่งในประเทศไทยก็ได้นำระบบนี้มาปรับใช้บริการลูกค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็อาจจะมีการใช้ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะนี้ในธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจประกัน ที่มีผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างซับซ้อน เป็นต้น

เทรนด์การให้บริการลูกค้าที่มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน คือ การทำการตลาดในช่วงเวลาที่เหมาะสม(Right Time Marketing) กล่าวคือ การทำการตลาดในขณะที่ลูกค้าอาจจะกำลังต้องการใช้บริการของคุณ โดยคำนึงถึงหลัก 4R ประกอบด้วย ถูกคน (Right Person), ถูกช่องทาง (Right Channel), Right Moment (ถูกเวลา), และตอบโจทย์ (Right Answer) ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังติดฝนอยู่ในห้างสรรพสินค้า ก็จะมีการนำเสนอสินค้าประเภทร่มส่งเข้าไปหาลูกค้า หรือทางโรงภาพยนตร์อาจนำเสนอภาพยนตร์ที่กำลังจะฉายเพื่อให้ลูกค้าเลือกเข้าชมภาพยนตร์ในขณะที่ฝนกำลังตก หรือแม้กระทั่งบรรดาร้านอาหารที่สามารถส่งเมนูหรือเสนอรายการอาหารพร้อมส่งถึงบ้านเพื่อให้บริการแก่ผู้ที่ติดฝนอยู่บ้าน เป็นต้น

อีกเทรนด์ที่กำลังมาแรงที่คุณณธิดาได้พูดถึงเป็นเทรนด์สุดท้าย ก็คือ การนำระบบ Chatbot มาใช้ในส่วนของ Customer Support และ Customer Service ลักษณะการทำงานของ Chatbot ก็คือ การส่งข้อความสนทนาโต้ตอบกับลูกค้าแบบอัตโนมัติ ที่นับวันก็เริ่มที่จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น สามารถรองรับคำถามได้มากขึ้น และมีความเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นระบบที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ไม่อ่อนไหวต่อแรงกดดันของลูกค้าอีกด้วย ความสามารถของ Chatbot ในการสร้างประสบการณ์ที่ดี และการสร้างความสัมพันธ์ดี ๆ แก่ลูกค้าจึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าเหตุใด การใช้ Chatbot จึงเป็นเทรนด์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับปีนี้

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเนื้อหาสาระที่ได้มาจากการเสวนารอบสำคัญ “เสวนาเทรนด์ล่าสุดทางด้านดิจิทัล” โดย Brand Buffet, Thumbsup และ Marketing Oops! ในงาน DAAT Day 2017 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา

 


โดย จิตวัฒน์ วิจิตรถาวร

Related Post