เทศกาลหนังเมืองคานส์ (Cannes) เป็นงานที่สร้างสีสันและความคึกคักให้แก่ฝรั่งเศสเป็นประจำทุกปี เนื่องจากเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่าคนในวงการภาพยนตร์และโฆษณา ทั้งยังเป็นพื้นที่แสดงผลงานและจุดประกายพลังแห่งการสร้างสรรค์อยู่เสมอ เช่นเดียวกับในปีนี้ที่ผลงานของนักโฆษณาจากประเทศไทยผ่านเข้ารอบและได้รับรางวัลหลากหลายประเภท สร้างความอิ่มอกอิ่มใจให้วงการภาพยนตร์และโฆษณาในบ้านเรากันอย่างท่วมท้น

 

Cover

 

นิตยสาร Marketeer ได้จัดงาน “Cannes’ The Winner” เป็นประจำทุกปี เพื่อมอบรางวัลและแสดงความยินดีกับเอเจนซี่และแบรนด์ไทยที่ได้รางวัลจากเวทีดังกล่าว เช่นเดียวกับในปีนี้ที่นิตยสาร Marketeer ได้จับมือสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงาน “Cannes’ The Winner 2016” ครั้งที่ 15 วันที่ 5 ก.ค. 2559 ณ โรงภาพยนตร์ SF world cinema ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งนอกจากการมอบรางวัลแล้วยังเปิดโอกาสให้เหล่ากูรูในวงการมาร่วมถกกันในหัวข้อ “Inspired by Cannes” เพื่อเจาะลึกถึงจุดแข็งของงานโฆษณาโลก เผยจุดอ่อนของงานโฆษณาไทย และจุดไฟให้ครีเอทีฟรุ่นใหม่ได้เดินหน้าพัฒนาวงการโฆษณาไทย ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป

 

กูรูที่มาร่วมเสวนาในงานนี้ ได้แก่ คุณสุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์ ประธานและประธานกรรมการบริหารฝ่ายสร้างสรรค์ BBDO Bangkok, คุณสมพัฒน์ ทฤษฎิคุณ ประธานบริหารฝ่ายสร้างสรรค์ ลีโอ เบอร์เนทท์, คุณนพดล ศรีเกียรติขจร รองประธานกลุ่มบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายครีเอทีฟ โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ ประเทศไทย และ คุณนิศา มุจจลินทร์ Executive Creative Director บริษัท เดนท์สุ ( ประเทศไทย) จำกัด

 

4566801637993

 

เมื่อถามถึงไฮไลท์ของเทศกาลคานส์ 2016 คุณสุทธิศักดิ์ กล่าวว่า สปอนเซอร์ส่วนใหญ่ของงานปีนี้ล้วนเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยี อาทิ Snapchat, Samsung, Facebook และอีกมากมาย ทำให้เห็นว่าการผนวกเทคโนโลยีเข้ากับความคิดสร้างสรรค์คือจุดเด่นของงาน ด้านคุณสมพัฒน์มองว่า ไฮไลท์ของงานในปีนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การผสานรวมระหว่างเทคโนโลยีและไอเดียเท่านั้น แต่อีกสิ่งหนึ่งที่มีความโดดเด่นคือ การให้ความสำคัญกับแบรนด์ หรือที่เรียกว่า “Brand-Brand” เนื่องจากโฆษณาแต่ละตัวจะมุ่งเน้นไปที่แบรนด์มากขึ้น เพื่อสร้างภาพลักษณ์และขยายจุดยืนของแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ

คุณนพดลที่ถึงแม้จะไม่ได้ไปร่วมงาน Cannes ในปีนี้ แต่ก็ให้ความเห็นอย่างน่าสนใจว่า ไฮไลท์ที่สำคัญของงานปีนี้คือ “Great content” หรือการนำเสนอเนื้อหาที่เยี่ยมยอด เนื่องจากผู้ผลิตภาพยนตร์มีการกรองข้อมูลที่ดีก่อนที่จะสร้างสรรค์ผลงาน อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีใหม่ๆที่ช่วยรองรับโจทย์ที่ตั้งไว้ได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ ผู้ผลิตโฆษณาแต่ละเจ้ายังมีทีมงานที่ดี ซึ่งองค์ประกอบต่างๆเหล่านี้ส่งผลให้การถ่ายทอดเรื่องราวไหลลื่น ตรงประเด็น และกระแทกใจคนดู

สำหรับคุณนิศา หญิงเดี่ยวบนเวทีผู้มีดีกรีเป็นถึงกรรมการผู้ตัดสินโฆษณางาน Cannes Lions ในหมวด Print & Publishing เผยว่า ไฮไลท์ของปีนี้ น่าจะหนีไม่พ้นโฆษณาจากเบอร์เกอร์คิงในชุด “McWHOPPER” ที่สร้างกระแสไวรัลไปทั่วโลก โดยเบอร์เกอร์คิงส่งจดหมายขอสงบศึกชั่วคราวกับแมคโดนัลด์ในวันสันติภาพโลก และชวนให้แมคออกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ร่วมกันในชื่อ McWHOPPER แต่พอแมคโดนัลด์ไม่เล่นด้วย ผู้ผลิตเบอร์เกอร์เจ้าเล็กๆจึงลุกฮือกันขึ้นมาเสนอตัวของทำ “เบอร์เกอร์สันติภาพ” ร่วมกับเบอร์เกอร์คิงผ่านสื่อต่างๆ โดยจุดแข็งของโฆษณาชุดนี้ คือการสร้างสรรค์ผลงานโดยใช้การผนวกรวมของสื่อหลากหลายชนิด แม้โฆษณานี้จะเริ่มต้นจากงานพิมพ์ แต่กลับจุดประกายไปสู่สื่อชนิดอื่นๆ และต่อยอดออกไปได้อย่างไม่รู้จบ

<< Photo Credit: www.today.com/food

Photo credit: http://adsoftheworld.com

Photo credit: http://www.dandad.org/

หากถามถึงผลงานสุดประทับใจของกูรูแต่ละคน พบว่า คุณนิศาชื่นชอบผลงานของแบรนด์ร้านดอกไม้ Interflora ที่สื่อสารอารมณ์ผ่านข้อความและภาพเทคนิคกราฟฟิคและโฟโต้กราฟฟิค จนทำให้ผู้คนมีความรู้สึกร่วม ส่วนอีกชิ้นคือแคมเปญ “It’s that affordable”ของ IKEA ที่ได้รางวัล Gold Lions ประเภท Outdoor Category ที่ต้องการจะสื่อว่า สินค้าของแบรนด์มีมูลค่าเท่ากับเครื่องดื่มหรือของใช้ทั่วไปในชีวิตประจำวันที่ทุกคนสามารถเอื้อมถึง

Photo credit: https://www.youtube.com/watch?v=IuygOYZ1Ngo

Photo credit: https://www.youtube.com/watch?v=IuygOYZ1Ngo

 

ขณะที่ คุณสุทธิศักดิ์ประทับใจในงาน “The Next Rembrandt” ซึ่งใช้เทคโนโลยีพิมพ์ภาพ 3 มิติที่มีรายละเอียดเหมือนภาพวาดของเรมแบรนท์ จิตรกรชื่อดังระดับตำนาน ซึ่งผลงานชิ้นนี้เป็นตัวอย่างของการผสานเทคโนโลยีเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างยอดเยี่ยม

 

Photo credit: blog.underarmour.com

Photo credit: blog.underarmour.com

 

ในส่วนของคุณนพดล งานที่น่าสนใจที่สุดคือ “RULE YOURSELF” ซึ่งเป็นภาพยนตร์โฆษณาจาก Under Armour ที่คว้ารางวัล Grand Prix ในสาขา Film Craft  เนื่องจากโฆษณาชุดนี้มีความทรงพลังอย่างมาก ทั้งภาพ เนื้อหา เพลงประกอบโฆษณาจากวง The Kills ที่กินใจผู้ฟังสุดๆ และคำคมที่ว่า “It’s what you do in the dark that puts you to the light” ที่สร้างพลังใจให้กับคนทุกวงการ ไม่จำกัดอยู่แค่ในวงการกีฬาเท่านั้น นอกจากนี้ คุณสมพัฒน์ ยังได้เสริมว่า Under Armour เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของแบรนด์ที่ทำการตลาดผ่านการทำโฆษณาแล้วประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล จากแบรนด์นอกสายตาที่มียอดขายเพียงแค่ 10 ล้านเหรียญต่อปี สู่ 500 ล้านเหรียญ ทะยานขึ้นเป็นแบรนด์เครื่องกีฬาอันดับ 2 ของสหรัฐแซงหน้าแบรนด์รุ่นเก๋าอย่าง Adidas โดย Under Armour เชื่อว่า “โฆษณาที่ดีต้องกลับมาสร้างแบรนด์” และพิสูจน์คำพูดนั้นได้อย่างงดงาม

 

Photo credit: https://www.youtube.com/watch?v=yQNDhSGfpAE

Photo credit: https://www.youtube.com/watch?v=yQNDhSGfpAE

 

นอกจากโฆษณาของ Under Armour แล้ว คุณสมพัฒน์ยังชื่นชอบโฆษณาของเบียร์ยี่ห้อ Andes ในชื่อชุด “The Fairest Night” ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้คว้ารางวัลอะไรในปีนี้ แต่สามารถแสดงถึงความเข้าใจและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของตนเองได้อย่างยอดเยี่ยม โดยไอเดียของโฆษณาชุดนี้เกิดจากการที่ Andes เห็นว่า บรรดาหนุ่มหล่อมักแย่งความสนใจจากสาวๆไปซะหมด จึงคิดไอเดียสุดแสบขึ้นมา โดยการหลอกให้หนุ่มหล่อทั้งเมืองไปแคสโฆษณาเบียร์ในช่วง 4 ทุ่มถึงตีสอง เพื่อเปิดโอกาสให้หนุ่มหน้าตาบ้านๆได้สนุกกับการจีบสาวในผับบ้าง โดยคุณสมพัฒน์บอกว่า โฆษณาชุดนี้โดนใจหนุ่มรูปไม่หล่อเข้าอย่างจัง

สำหรับรางวัลประเภทภาพยนตร์ ที่ผลงานของประเทศไทยไม่ค่อยผ่านเข้ารอบในปีนี้ คุณนิศาคาดว่า อาจจะเป็นเพราะความแตกต่างทางรสนิยม และสไตล์งานอาจจะยังไม่เข้าตากรรมการ เช่นเดียวกับคุณสุทธิศักดิ์ที่แนะนำว่า สื่อประเภทนี้อาจจะต้องปรับเปลี่ยนและพัฒนาให้มากขึ้น ส่วนคุณนพดลมองว่า คนในวงการโฆษณาเมืองไทยมีความมุ่งมั่นในการทำหนังน้อยลง ทดลองน้อยลง และหันไปทุ่มเทในด้านอื่นมากขึ้น นอกจากนี้ หนังโฆษณาบ้านเรายังมีความหลากหลายน้อยกว่าต่างชาติ อาจด้วยเพราะเงินทุนที่มีจำกัด ทำให้ไม่สามารถสู้กับเจ้าของโปรดักชั่นใหญ่ๆได้ ซึ่งคุณสมพัฒน์ก็เห็นด้วยทุกประการ โดยเสริมว่าวงการโฆษณาไทยยังต้องปรับปรุงในจุดนี้ และอยากให้คนไทยหันมาสนับสนุนงานภาพยนตร์กันมากขึ้น

ในช่วงสุดท้ายของการพูดคุย คุณสุทธิศักดิ์ได้ฝากไว้ว่า วงการโฆษณานั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ปัจจุบัน มีสิ่งต่างๆที่รอให้คนรุ่นใหม่ค้นพบ และมีหลายเวทีที่เปิดกว้างรองรับผลงานหลายประเภท พร้อมจุดไฟให้คนรุ่นใหม่ก้าวออกมาจากคอมฟอร์ทโซน หรือจุดสบายใจ เพื่อกล้าคิด กล้าทำในสิ่งที่แตกต่างและฉีกจากกรอบเดิมๆ ในขณะที่คุณนิศากล่าวว่า นอกจากเทคโนโลยีและการเล่าเรื่องราวแล้ว  ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและการขับเคลื่อนอารมณ์ก็สำคัญสำหรับการสร้างสรรค์ผลงานที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง มีจุดเด่น และเป็นที่จดจำ

ส่วนคุณสมพัฒน์ฝากไว้ว่า อยากให้น้องๆครีเอทีฟรุ่นใหม่ทำงานอย่างมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และตั้งใจสร้างสรรค์ผลงานที่ดีต่อไป เพราะผลงานที่ดีคือบ่อเกิดของความภูมิใจ ซึ่งนำมาสู่รางวัล และผลลัพธ์ทางการตลาดที่ดีตามมา สุดท้าย คุณนพดลเปิดเผยว่า อยากให้มองว่านักเล่าเรื่องคืออาชีพหนึ่งที่มีผลตอบแทนที่ดี เพราะคนที่จะมายืนในจุดนี้ได้ ต้องอาศัยทั้งทักษะและความสามารถเฉพาะทางเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่น โดยครีเอทีฟในปัจจุบันต้องก้าวทันเทคโนโลยี และนำมาปรับใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับงานมากที่สุด พร้อมปล่อยมุกว่า เรามีอาชีพที่เป็นทางเลือกอื่นนอกจากการเปิดร้านขายกาแฟที่กำลังเป็นที่นิยม เรียกเสียงปรบมือและเสียงหัวเราะปิดท้ายงานได้อย่างครึกครื้น

 


โดย สกาวรัฐ บัวสำลี และ ปัทมาสน์ ชนะรัชชรักษ์

 

Related Post